6 มกราคม 2553

อบรม การประยุกต์ใช้ GIS กับการเกษตร

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิเชษฐ์ กรุดลอยมา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการองค์ความรู้ (knowledge management;KM) ซึ่งหมายถึงการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2553 ศูนย์ฯ จึงได้จัดให้มีการฝึกอบรมหลักสูตร "การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) กับการเกษตร" โดยมีนายสุรพงษ์ ประสิทธิวัฒน์เสรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และนำฝึกปฏิบัติการใช้อุปกรณ์รับสัญญาณจีพีเอสและการใช้โปรแกรมการสร้างแผนที่ มีนักวิชาการเกษตรทั้งภายในและภายนอกหน่วยงานสนใจเข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 25 ราย
นายสุรพงษ์ ประสิทธิ์วัฒนเสรี ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ระบบ GIS สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเกษตรได้หลายลักษณะ เช่น การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่เป้าหมายในการปลูกพืชเพื่อกำหนดพื้นที่ปลูกพืช (Zonning) การจัดทำแผนที่ศักยภาพการปลูกพืช การรวบรวมข้อมูลการระบาดของศัตรูพืชเพื่อคาดการณ์หรือการติดตามสถานการณ์การระบาดตลอดจนการประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากภัยธรรมชาติ

18 ธันวาคม 2552

เตือนภัยโรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพดหวาน

ในสภาพที่อากาศเย็นและมีความชื้นสูง มักพบการระบาดของโรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพดหวานที่ปลูกในหลายพื้นที่ รวมทั้งพบการระบาดในจังหวัดนครสวรรค์โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดติดต่อกันหลายฤดู สามารถพบการระบาดของโรคใบไหม้แผลใหญ่ตั้งแต่ต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมในปีที่ฝนตกชุก

เมื่อข้าวโพดเป็นโรคใบจะเกิดแผลขนาดใหญ่สีเทา หรือสีน้ำตาล แผลมีลักษณะยาวตามใบ หัวท้ายเรียวคล้ายรูปกระสวย แผลจะเกิดที่ใบล่างก่อนแล้วลามขึ้นสู่ใบบน ข้าวโพดหวานพันธุ์อ่อนแอจะแสดงอาการของโรคอย่างรุนแรงโดยแผลขยายรวมกันมีขนาดใหญ่ ทำให้ใบไหม้และแห้งตายในที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดแผลที่กาบใบ ลำต้น และฝักได้ด้วย ต้นข้าวโพดหวานที่เป็นโรคใบไหม้แผลใหญ่อย่างรุนแรงจะทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝักบิดเบี้ยว








การป้องกันกำจัด
เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ ตั้งแต่ระยะที่ข้าวโพดยังเล็ก ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรงเมื่อพบข้าวโพดเริ่มแสดงอาการให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้

- โพรพิโคนาโซล (propiconazole) อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร
- อะซอกซี่สะโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล (azoxystrobin+difenoconazole) อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
- คาร์เบนดาซิม +อีพอกซี่โคนาโซล (carbendazim+epoxyconazole) อัตรา 25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

โดยพ่น 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค โดยไม่มีสารตกค้างในผลผลิต ข้าวโพดหวานให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,675-3,040 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐาน 1,399-1507 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐานสูงกว่าการไม่ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชถึง 89 เปอร์เซ็นต์

โดยมีต้นทุนสารป้องกันกำจัดโรคพืช 173-369 บาทต่อไร่ รายได้ 10,700 บาทต่อไร่ รายได้สุทธิ 7,251-8,913 บาทต่อไร่

อย่างไรก็ตามในการป้องกันกำจัดโรคใบไหม้แผลใหญ่เกษตรกรควรใช้วิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน หรือใช้พันธุ์ต้านทาน เพื่อให้การปลูกข้าวโพดหวานมีความยั่งยืน

30 พฤศจิกายน 2552

พืชไร่นครสวรรค์ โชว์พันธุ์ข้าวโพด งานเกษตรแฟร์

เมื่อเร็วๆนี้ นายพิเชษฐ์ กรุดลอยมา ผอ.ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ได้นำผลงานวิจัยด้านพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมนครสวรรค์ 2 และ พันธุ์นครสวรรค์ 3 เข้าร่วมแสดงในงานเกษตรแฟร์ปากช่อง ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2552 ณ ศูนย์วิจัยข้าวโพดข้าวฟ่างแห่งชาติ (ไร่สุวรรณ) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยจัดแสดงในรูปแบบแปลงสาธิตและนิทรรศการ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทีได้นำผลงานพันธุ์ข้าวโพดมาจัดแสดงกว่า 100 พันธุ์/สายพันธุ์ เพื่อให้เกษตรกรและผู้สนใจได้รับทราบความก้าวหน้าในการวิจัยด้านพันธุ์ข้าวโพดของไทย ซึ่งมีหลากหลายพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง สำหรับเลือกไปปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง

รถนำชมแปลงสาธิต

ส่วนนิทรรศการและแปลงสาธิตของศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์

ข้าวโพดลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 2

ข้าวโพดลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 3


บริษัทเอกชนนำพันธุ์ข้าวโพดมาแสดง

บริษัทเอกชนแสดงพันธูข้าวโพด

2 พฤศจิกายน 2552

กรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวังวัตถุอันตราย 2 ชนิด

ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรกำลังติดตามและเฝ้าระวังวัตถุอันตรายทางการเกษตร จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ไดโครโตฟอส และ สารทู, โฟร์-ดี เนื่องจากเป็นสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและต่อสิ่งแวดล้อม

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรเฝ้าติดตามและตรวจสอบสารไดโครโตฟอส และสารทู, โฟร์-ดี อย่างเข้มงวดทั้งในโรงงานผลิต ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตร รวมทั้งในแปลงของเกษตรกรซึ่งมีการใช้สารเคมีทั้งสองชนิดอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันกรมวิชาการเกษตรยังได้เร่งศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพื่อเตรียมเสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาประกาศให้สารเคมีทั้ง 2 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ที่ห้ามมิให้มีการผลิต นำเข้า ส่งออก และห้ามมีไว้ในครอบครอง เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีสารเคมีต้องห้ามตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตรายจำนวน 96 ชนิด

สารไดโครโตฟอส เป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืชที่เกษตรกรนิยมนำมาใช้กำจัดเพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยกระโดด หนอนม้วนใบ หนอนกระทู้กล้า หนอนกอ หนอนเจาะลำต้น หนอนใยผัก บั่ว มวนเขียว ด้วงเจาะสมอและไรชนิดต่างๆ ซึ่งภายหลังจากการใช้สารนี้ 8 ชั่วโมง สารจะถูกดูดซึมเข้าไปในต้นพืชมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และสามารถออกฤทธิ์อยู่ได้นานถึง 7-21 วัน รวมทั้งหากใช้ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดปัญหาสารพิษตกค้างปนเปื้อนในผลผลิต

สารทู, โฟร์-ดีเป็นสารในกลุ่มเดียวกับสารทู, โฟร์, ไฟว์-ดี ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ในสงครามเวียดนามหรือที่เรียกว่าฝนเหลือง ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์แล้วยังตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลานานมาก เกษตรกรนำไปใช้กำจัดวัชพืชในนาข้าว ไร่ข้าวโพด ข้าวฟ่าง อ้อย หน่อไม่ฝรั่ง และบริเวณที่ไม่ได้ทำการเกษตร ซึ่งจากรายงานการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมพบว่าเป็นสารที่มีพิษค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงต้องรวบรวมข้อมูลให้คระกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณายกเลิกและออกประกาศห้ามใช้ในอนาคตอันใกล้นี้

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ย้ำในตอนท้ายอีกว่า นอกจากนี้กรมวิชาการเกษตรยังได้ปรับปรุงระบบการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตรใหม่ โดยบริษัทต้องดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพกับพืชที่ปลูกในไร่นาว่าเป็นไปตามคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่ระบุไว้หรือไม่ และยังต้องมีข้อมูลการทดสอบด้านพิษวิทยามาประกอบการขึ้นทะเบียน ห้ามใช้ข้อมูลของบริษัทอื่นมาอ้างอิงโดยเด็ดขาด

ที่มา : จดหมายข่าวเพื่อนเกษตร ปีที่ 5 ฉบับที่ 55 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552

19 ตุลาคม 2552

เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร



เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร" และแสดงความยินดีในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมวิชาการเกษตรปีที่ 37 พร้อมด้วย นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติร่วมงาน โดยมีอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวรายงานและนำชมนิทรรศการ ณ บริเวณพื้นที่โดยรอบกรมวิชาการเกษตร บางเขน กรุงเทพฯ ซึ่งประกอบด้วยนิทรรศการผลงานวิจัยหลากหลายสาขาที่นำไปใช้ได้จริงจากหน่วยงานสังกัดกรมวิชาการเกษตร การสาธิตการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร รู้จักกับพืชพันธุ์ดีนานาชนิด ให้คำปรึกษาปัญหาการเกษตรกับผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ และเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลาย ทั้งปัจจัยการผลิต ผลผลิตทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพ
นายพิเชษฐ์ กรุดลอยมา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ เปิดเผยว่าได้นำผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชเข้าร่วมจัดนิทรรศการ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 3 ที่มีลักษณะดีเด่น คือให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อความแห้งแล้ง ฝ้ายพันธุ์ที่มีเส้นใยสีเขียว และฝ้ายเส้นใยสีน้ำตาล ซึ่งเป็นฝ้ายคุณภาพดีประเภทเส้นใยยาว ทนต่อโรคใบหงิก และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่จำเป็นต้องฟอกย้อม เหมาะที่จะนำไปเพิ่มมูลค่าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการสาธิตการปั่นด้าย และการกรอด้าย จำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ สบู่ข้าวโพด ข้าวเกรียบข้าวโพด และผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้าย โดยได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาชมงานจำนวนมาก



15 ตุลาคม 2552

เครื่องเก็บเกี่ยวข้าวโพดแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

เครื่องเก็บเกี่ยวข้าวโพดแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง
เป็นผลงานเด่นของกรมวิชาการเกษตร ปี 2551 โดยได้รับรางวัลชมเชยประเภทงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์คิดค้น ผู้คิดค้นคือนักวิจัยจากสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบเครื่องเก็บเกี่ยวข้าวโพดที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ซึ่งปัญหาจากการขาดแคลนแรงงานประกอบกับค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวสูง จึงได้มีการพัฒนาเครื่องเกี่ยวนวดข้าวซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยนำมาดัดแปลงให้สามารถเกี่ยวนวดข้าวโพดได้ 2 แบบ คือ แบบตัดทั้งต้น และแบบปลิดเฉพาะฝัก
เครื่องเก็บเกี่ยวข้าวโพดแบบตัดทั้งต้น ได้พัฒนาชุดหัวเกี่ยวบางส่วน และระบบนวดกะเทาะ จนสามารถเก็บเกี่ยวข้าวโพดทั้งต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอัตราการทำงาน 2-4 ไร่ต่อชั่วโมง อัตราการแตกหักต่ำกว่า 2 % มีสิ่งเจือปนและอัตราการสูญเสียของเมล็ดต่ำกว่า 1 % และสามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกระยะห่างของแถวปลูก
เครื่องเก็บเกี่ยวข้าวโพดแบบปลิดเฉพาะฝัก ได้เปลี่ยนหัวเกี่ยวข้าวที่ใช้ใบมีดตัดเป็นชุดหัวปลิดฝักข้าวโพดขนาด 4 แถว แทน และพัฒนาระบบนวดกะเทาะจนเหมาะสำหรับใช้กับข้าวโพดที่ปลิดเฉพาะฝัก มีอัตราการทำงานมากกว่า 6 ไร่ต่อชั่วโมง และมีอัตราการสูญเสียของเมล็ดและสิ่งเจือปนต่ำกว่า 1% เหมาะสำหรับเก็บเกี่ยวข้าวโพดในแปลงที่มีระยะห่างของแถวปลูก 75 เซนติเมตร
นอกจากนั้นเครื่องทั้งสองแบบยังสามารถทำงานในแปลงที่มีสภาพเปียกแฉะได้ ช่วยให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวข้าวโพดได้ในเวลาที่ต้องการ และมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนเนื่องจากช่วยลดต้นทุนขั้นตอนการเก็บเกี่ยวได้ไม่น้อยกว่า 20% ผลงานวิจัยนี้ยังสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาหรือดัดแปลงสำหรับใช้กับพืชอื่นๆ หรือปรับให้ใช้ได้ทั้งเก็บเกี่ยวข้าวและข้าวโพด

12 ตุลาคม 2552

มารู้จัก..โรคราสนิมของข้าวโพด

โรคราสนิม (southern corn rust)
โรคราสนิมที่เกิดจากเชื้อ Puccinia polysora Underw พบครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาโดย Underwood โดยเข้าทำลายพืชที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกับข้าวโพดคือ Tripsacum dactyloides ในรัฐอลาบามา สหรัฐอเมริกา ต่อมาพบในพืช Erianthus ซึ่งเป็นพืชตระกูลหญ้าซึ่งมีพันธุกรรมใกล้เคียงกับอ้อย ส่วนการเข้าทำลายข้าวโพดครั้งแรกรายงานโดย Cummins ( Orian, 1954; Ullstrup, 1950) โรคราสนิมที่เกิดจากเชื้อรา P. polysora ระบาดแพร่หลายในเขตร้อนชื้น (tropical) และกึ่งร้อนชื้น (subtropical) ในปี ค.ศ. 1949 พบการระบาดที่อัฟริกา (Robinson, 1973) ปี 1949 เริ่มระบาดแถบ corn belt หลังจากนั้นเริ่มกระจายออกไปในหลายพื้นที่ปลูก 

สำหรับประเทศไทยโรคราสนิมมีความสำคัญยิ่งโรคหนึ่ง มีรายงานการระบาดของโรคราสนิม ในปี พ.ศ. 2527 โดยสร้างความเสียหายให้กับข้าวโพดในท้องที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา (อุดม, 2529) นอกจากนี้ยังพบการระบาดในพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดอย่างต่อเนื่อง เช่น การปลูกข้าวโพดหวานเพื่ออุตสาหกรรม อีกประการหนึ่งคือการกระจายของน้ำฝนไม่สม่ำเสมอ ทำให้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีหลายฤดูปลูก จึงมีพืชอาศัยของโรคตลอดทั้งปีเป็นแหล่งแพร่เชื้อไปสู่ต้นที่ปลูกภายหลัง ปลายฤดูฝน (สิงหาคม-พฤศจิกายน) เป็นช่วงที่เกิดโรครุนแรงที่สุด (ประชุม และคณะ, 2546) การเขตกรรมและพันธุ์ข้าวโพดที่ปลูกมีผลต่อการระบาดของโรคราสนิม (southern rust) (Futrell, 1975) ปัจจุบันแหล่งที่พบว่ามีการระบาดของโรคอย่างรุนแรง ได้แก่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เลย เชียงใหม่ ตาก และ สงขลา (ชุติมันต์ และเตือนใจ, 2545) 



อาการของโรค ลักษณะอาการของโรคราสนิม (Southern rust) จะเกิดตุ่มนูนของสปอร์ (pustule) ขนาด 0.2-1.3 มิลลิเมตร ตุ่มสปอร์ของโรคราสนิมที่เกิดจากเชื้อรา P. polysora ต่างจากตุ่มสปอร์ที่เกิดจากเชื้อรา P. sorghi ทั้งขนาด รูปร่าง และสี นอกจากนี้ลักษณะแตกต่างที่สำคัญคือโรคราสนิมที่เกิดจากเชื้อรา P. polysora จะมีความรุนแรงมากกว่า สามารถทำให้ข้าวโพดแห้งตายได้ (Rodriguez-Ardon et al., 1980) ตุ่มของสปอร์ของโรคราสนิมเกิดได้ทั้งด้านบนและด้านล่างของใบ แต่จะพบมากด้านบนของใบ โรคราสนิมสามารถเกิดได้ทุกส่วนของพืช ไม่ว่าบนใบ กาบใบ ลำต้น กาบหุ้มฝัก และช่อดอกตัวผู้ ระยะแรกตุ่มสปอร์จะมีสีน้ำตาลอ่อน ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง เมื่อตุ่มสปอร์แตกออกจะพบผงสีสนิมเหล็ก เป็นหน่วยสืบพันธุ์ของเชื้อที่เรียกว่า uredospore 

ความเสียหายที่เกิดจากโรคราสนิม เมื่อเชื้อสาเหตุโรคราสนิมเข้าทำลายข้าวโพดจะทำให้พื้นที่ใบสูญเสียการสังเคราะห์แสง เกิดอาการใบซีด (chlorosis) และใบแก่เร็วขึ้นทำให้การสร้างเมล็ดไม่สมบูรณ์จึงมีผลต่อผลผลิต ความเสียหายของผลผลิตมีมากขึ้นเมื่อข้าวโพดถูกทำลายเมื่อข้าวโพดยังเล็กและโรคราสนิมลามขึ้นไปถึงใบที่อยู่เหนือฝัก (Biswanath, 2008) ความเสียหายของผลผลิตข้าวโพดเนื่องมาจากการทำลายของโรคราสนิมนอกจากจะขึ้นกับอาการของโรคแล้ว ยังขึ้นอยู่กับชนิดและพันธุ์ข้าวโพด ตลอดจนปัจจัยอื่นที่มีผลต่อการเจริญของข้าวโพด เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความชื้นในดิน ซึ่งจะทำให้ข้าวโพดที่เป็นโรคระดับเดียวกันเป็นโรครุนแรงต่างกันได้ Pataky และ Eastburn (1993) รายงานความเสียหายในข้าวโพดหวานที่มีระดับความต้านทานแตกต่างกัน ในข้าวโพดหวานพันธุ์ต้านทานที่เป็นโรคราสนิม 1-20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ผลผลิตลดลง 0-12 เปอร์เซ็นต์ พันธุต้านทานปานกลางที่เป็นโรค 8-30 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตจะลดลง 5-18 เปอร์เซ็นต์ พันธุ์อ่อนแอปานกลางที่เป็นโรครุนแรง 15-40 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตจะลดลง 9-24 เปอร์เซ็นต์ และพันธุ์อ่อนแอที่เป็นโรครุนแรง 25-75 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตลดลง 15-45 เปอร์เซ็นต์ 

การป้องกันกำจัด การจัดการโรคทำได้หลายวิธีการตั้งแต่การใช้พันธุ์ต้านทาน การใช้สารเคมีและการจัดการด้านเขตกรรม ปกติโรคที่เข้าทำลายข้าวโพดในระยะออกดอก หรือหลังออกดอก แนวทางการแก้ไขคือต้องปรับปรุงพันธุ์ให้ต้านทานต่อโรคนี้ (ประชุม et al., 2549) ซึ่งจะมีการคัดเลือกเชื้อพันธุกรรมข้าวโพดที่มีลักษณะต้านทานทั้งแบบคุณภาพและปริมาณ (Chavez-Medina et al., 2007) มาใช้เป็นแหล่งในการสร้างพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานต่อโรค ขณะเดียวกันก็มีการศึกษาสารเคมีที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันโรคนี้ไว้ด้วยสำหรับแก้ปัญหาในระยะสั้น

ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชเมื่อพบโรคราสนิมในข้าวโพด มีข้อควรพิจารณาหลายประการ เช่น ความคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำ การใช้สารเคมีควรคำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ ควรพ่นเมื่อเริ่มมีอาการของโรคในพันธุ์อ่อนแอที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตและผลตอบแทนคุ้มค่า เช่น ในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม หรือแปลงผลิตสายพันธุ์แท้ซึ่งเป็นสายพันธุ์พ่อ-แม่ และตรวจสอบสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ และความชื้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมต่อการแพร่ระบาดของโรคด้วย หากมีสภาพแวดล้อมต่อการเกิดโรคเหมาะสม ควรพิจารณาป้องกันกำจัด 

การป้องกันกำจัดให้พ่นด้วยสารกำจัดโรคพืช ไดฟีโนโคนาโซล (difenoconazole) หรือ ไซโปรโคนาโซล (cyproconazole) เมื่อข้าวโพดเริ่มแสดงอาการจึงจะได้ผลดี (สมเกียรติ และดิลก, 2533) นอกจากนี้ยังพบว่า ไดฟีโนโคนาโซล 15% + โพรพิโคนาโซล 15% อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ผลในการควบคุมโรคได้ดีที่สุดและให้ผลผลิตสูงที่สุด (ประชุม et al., 2549) 

คำแนะนำสำหรับการป้องกันกำจัดโรคราสนิมของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทยไม่แนะนำให้ใช้สารเคมีเนื่องจากเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติและไม่คุ้มต่อการลงทุน ดังนั้นการแนะนำให้เกษตรปลูกพันธุ์ต้านทานต่อโรคเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด (เบญจพรรณ, 2546)

ตุ่มสปอร์ (pustule) บนใบข้าวโพด เมื่อแตกออก จะ เห็น uredospores จำนวนมาก

ลักษณะ uredospore ของเชื้อรา P. polysora

เนื้อหา