11 เมษายน 2559

ปริมาณความต้องการน้ำของพืชไร่

ในภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การกระจายตัวของฝนเปลี่ยนแปลงไป ฝนไม่ตกตามฤดูกาล  เกิดวิกฤตความแห้งแล้ง เป็นปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญต่อการผลิตพืช

น้ำเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากต่อการให้ผลผลิตของพืช ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ได้วิเคราะห์และจัดทำข้อมูลปริมาณความต้องการน้ำของพืชไร่ ซึ่งได้แก่ อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน ข้าวฟ่าง งา มันสำปะหลัง ฝ้าย ถั่วเขียวและถั่วเหลือง เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการระบบการปลูกพืชและการใช้น้ำตามความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุการเจริญเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ





































ดาวน์โหลด ไฟล์ PDF ปริมาณความต้องการน้ำของพืชไร่ 


23 มีนาคม 2559

เตือนภัย การระบาดของไรแดงในมันสำปะหลัง

ช่วงนี้ของทุกๆ ปี มีสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง เหมาะสมต่อการระบาดของไรแดง ซึ่งเริ่มพบแล้วในหลายพื้นที่ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังควรหมั่นสำรวจแปลงปลูก หากพบการทำลายของไรแดงตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้ป้องกันกำจัดทันก่อนที่จะมีการระบาดรุนแรงซึ่งสามารถทำความเสียหายต่อผลผลิต


ไรแดง เป็นศัตรูที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของมันสำปะหลัง ที่มักระบาดในฤดูแล้ง หรือ เมื่อฝนทิ้งช่วง โดยไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบทำให้สูญเสียคลอโรฟิลล์ หากระบาดรุนแรงจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินบนยอดอ่อน สร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น ทำให้ผิวใบด้านบนเป็นจุดด่างประสีเหลืองซีด ยอดไหม้ ใบเหี่ยวแห้ง และร่วง หากเกษตรกรพ่นสารป้องกันกำจัดไรได้ทัน ก็จะสามารถยับยั้งการระบาดได้


ในสภาพธรรมชาติ แปลงมันสำปะหลังจะมีศัตรูธรรมชาติที่คอยทำลายแมลงศัตรูพืชอยู่มาก แต่ระยะที่ผ่านมาเริ่มมีการใช้สารเคมีในแปลงปลูกมันสำปะหลังมากขึ้น ทำให้ศัตรูธรรมชาติถูกทำลาย ประกอบกับปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการระบาด จึงมีการทำลายของศัตรูพืช เช่น เพลี้ยแป้ง ไรแดง และแมลงหวี่ขาว รุนแรงมากขึ้น


กรณีที่ไรแดงระบาดรุนแรง กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำชนิดและอัตราของสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการกำจัด ดังนี้


- ไพริดาเบน (pyridaben) 20% ดับบลิวพี อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร


- เฟนบูทาติน ออกไซด์ (fenbutatin oxide) 55% เอสซี อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร


- สไปโรมีซิเฟน (spiromesifen) 24% เอสซี อัตรา 6 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร


- เตตราไดฟอน (tetradifon) 7.25% อีซี อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

- อามีทราซ (amitraz) 20% อีซี อัตรา 40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร


ในการใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง ควรสลับชนิดสารเพื่อป้องกันการต้านทานต่อสาร


ลักษณะการทำลายของไรแดง


ภาพที่ 1 อาการเริ่มแรกที่เกิดจากการทำลายของไรแดง ใบเกิดจุดประสีขาว


ภาพที่ 2 พลิกดูใต้ใบจะเห็นตัวไรแดง ลักษณะเป็นจุดแดงขนาดเล็ก


ภาพที่ 3 ไรแดงทำลายอย่างรุนแรง ใบเริ่มเป็นสีน้ำตาล


ภาพที่ 4 หากไม่มีการป้องกันกำจัดไรแดงที่เหมาะสมทำให้ใบไหม้ แห้ง



ข้อมูล:กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช

20 พฤศจิกายน 2558

มารู้จัก...โรคใบจุดข้าวโพด

โรคใบจุด (leaf spot) แพร่ระบาดทั่วไปในแหล่งปลูกข้าวโพด ในสภาพที่มีความชื้นสูง   ยังไม่มีรายงานว่ามีผลกระทบต่อผลผลิต

ลักษณะอาการ
อาการส่วนใหญ่เกิดบนใบ ระยะแรกเกิดจุดฉ่ำน้ำขนาดเล็ก ต่อมาตรงกลางจุดจะแห้ง มีสีน้ำตาลหรือซีด ขอบแผลสีน้ำตาลแดง มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบ สภาพที่มีความชื้นสูง จะเกิดจุดแผล จำนวนมากกระจายทั่วใบข้าวโพด


เชื้อสาเหตุ
เชื้อรา Curvularia lunata
เชื้อสาเหตุสร้างสปอร์สีน้ำตาลอ่อน ปลายเรียว  รูปร่างโค้ง สปอร์มี 4 เซล โดยเซลที่อยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่สุด และมีสีน้ำตาลเข้มกว่าเซลหัวท้าย

การแพร่ระบาด
แพร่โดยลม ฝน หรือติดไปกับเมล็ด

การป้องกันกำจัด
หลีกเลี่ยงการปลูกพืชหนาแน่น ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสม  ไม่ใส่ปุ่ยไนโตรเจนในปริมาณมากเกินไป ควรใส่ในอัตราที่เหมาะสมกับความต้องการของพืช  ข้าวโพดที่มีการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ จะทำให้เป็นโรคมากขึ้น
ภาพที 1 ลักษณะของเชื้อรา Curvularia lunata

ภาพที่ 2 -6 ลักษณะอาการบนข้าวโพดหวานพันธุ์การค้า
ภาพที่ 3

ภาพที่ 4

ภาพที่ 5


ภาพที่ 6


19 พฤศจิกายน 2558

เตือนภัยการเกษตร การระบาดของแมลงศัตรูทานตะวัน

ช่วงฤดูแล้ง ทานตะวันอาจได้รับผลกระทบจากการระบาดของแมลงศัตรูพืช  ระยะการเจริญเติบโตของทานตะวันที่ควรมีการเฝ้าระวังได้แก่ ทานตะวันที่ปลูกใหม่อายุไม่เกิน 45 วัน และทานตะวันที่อยู่ในระยะดอกเริ่มบาน


  • ทานตะวันปลูกใหม่อายุไม่เกิน 45 วัน
ปัญหาที่ควรระวัง : 
การระบาดของเพลี้ยไฟ และเพลี้ยจักจั่น

ข้อสังเกตลักษณะ/อาการที่อาจพบ : 
ใบหงิกงอ ขอบใบสีเหลืองและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเหี่ยวแห้ง หลุดร่วง

แนวทางการป้องกัน/แก้ไข
      ถ้าพบเพลี้ยไฟ หรือ ตัวอ่อนเพลี้ยจักจั่นมากกว่า 2 ตัว / ใบ ควรเลือกใช้สารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่ 
อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 2 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 2 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ
อะเซททามิพริด 20% SP อัตรา 4 กรัม / น้ำ 20 ลิตร ซึ่งมีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ และเพลี้ยจักจั่น
ส่วนไดโนทีฟูแรน 10% WG อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ บูโพรเฟซิน 25% WP 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร มีประสิทธิภาพป้องกันเพลี้ยจักจั่น


  • ทานตะวันระยะดอกเริ่มบาน
ปัญหาที่ควรระวัง : 
การระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้าย

ข้อสังเกตลักษณะ/อาการที่อาจพบ : พบหนอนเจาะสมอฝ้ายฝังตัวกัดกินเมล็ดที่กำลังพัฒนาอยู่บริเวณส่วนกลางของจานดอก ถ้าระบาดรุนแรง จะทำให้ผลผลิตลดลง เนื่องจากหนอนกัดกินกลีบดอก และ กลีบเลี้ยง ทำให้ไม่สามารถดึงดูดแมลงในการผสมเกสรการติดเมล็ดไม่ดี มีเมล็ดลีบจำนวนมาก

แนวทางการป้องกัน/แก้ไข
     1. กำจัดวัชพืชซึ่งเป็นพืชอาศัยของหนอนเจาะสมอฝ้ายบริเวณรอบแปลงทานตะวัน
     2. เก็บหนอนที่มีขนาดใหญ่มาทำลาย เนื่องจากหนอนขนาดใหญ่ใช้สารเคมีไม่ได้ผล
     3. ถ้ามีการระบาดรุนแรง และจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลง ควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่ อิมาเม็กตินเบนโซเอท 1.92% EC อัตรา 10 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร ลูเฟนนูรอน 5% EC อัตรา 10 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร คลอร์ฟลูอาซูรอน 5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร หรือ เมท็อกซี่ฟีโนไซดื 24% SC อัตรา 10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร โดยพ่นที่บริเวณจานดอก









ที่มา: แจ้งเตือนภัยการเกษตร กรมวิชาการเกษตร

13 พฤศจิกายน 2558

โรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพด

ในสภาพที่มีความชื้นสูงและอากาศเย็นลง มักพบการระบาดของโรคใบไหม้แผลใหญ่รุนแรงในข้าวโพดหวานที่ปลูกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดติดต่อกันหลายฤดู  เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดหวาน ควรหมั่นสังเกตุอาการผิดปกติหลังจากที่พืชงอกขึ้นมา

เมื่อข้าวโพดเป็นโรคใบจะเกิดแผลขนาดใหญ่สีเทา หรือสีน้ำตาล แผลมีลักษณะยาวตามใบ หัวท้ายเรียวคล้ายรูปกระสวย แผลจะเกิดที่ใบล่างก่อนแล้วลามขึ้นสู่ใบบน ข้าวโพดหวานพันธุ์อ่อนแอจะแสดงอาการของโรคอย่างรุนแรงโดยแผลขยายรวมกันมีขนาดใหญ่ ทำให้ใบไหม้และแห้งตายในที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดแผลที่กาบใบ ลำต้น และฝักได้ด้วย ต้นข้าวโพดหวานที่เป็นโรคใบไหม้แผลใหญ่อย่างรุนแรงจะทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝักมีขนาดเล็ก บิดเบี้ยว
ภาพที่ 1 เชื้อราสาเหตุโรคใบไหม้แผลใหญ่ Exserohilum turcicum

ภาพที่ 2 อาการเริ่มแรกของโรค เกิดแผลฉ่ำน้ำสีเทา

ภาพที่ 3 ระยะต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล 

ภาพที่ 4 ข้าวโพดพันธุ์อ่อนแอ แผลขยายใหญ่ลามติดกัน ทำให้ใบไหม้


ภาพที่ 5 ต้นข้าวโพดที่เป็นโรคใบไหม้แผลใหญ่


ภาพที่ 6 ข้าวโพดที่เริ่มเป็นโรคตั้งแต่ระยะแรกของการเจริญเติบโต ทำให้ฝักไม่สมบูรณ์



การป้องกันกำจัด
เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ ตั้งแต่ระยะที่ข้าวโพดยังเล็ก ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรงเมื่อพบข้าวโพดเริ่มแสดงอาการให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้

- โพรพิโคนาโซล (propiconazole) อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร
- อะซอกซี่สะโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล (azoxystrobin+difenoconazole) ซึ่งเป็นสารผสมสำเร็จรูปแล้ว อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
- คาร์เบนดาซิม +อีพอกซี่โคนาโซล (carbendazim+epoxyconazole) ซึ่งเป็นสารผสมสำเร็จรูปแล้วอัตรา 25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

โดยพ่น 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค โดยไม่มีสารตกค้างในผลผลิต ข้าวโพดหวานให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,675-3,040 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐาน 1,399-1507 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐานสูงกว่าการไม่ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชถึง 89 เปอร์เซ็นต์

โดยมีต้นทุนสารป้องกันกำจัดโรคพืช 173-369 บาทต่อไร่ รายได้ 10,700 บาทต่อไร่ รายได้สุทธิ 7,251-8,913 บาทต่อไร่

อย่างไรก็ตามในการป้องกันกำจัดโรคใบไหม้แผลใหญ่เกษตรกรควรใช้วิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน หรือใช้พันธุ์ต้านทาน เพื่อให้การปลูกข้าวโพดหวานมีความยั่งยืน

เนื้อหา