20 พฤษภาคม 2553

ผลกระทบจากการใช้สารกำจัดวัชพืช

สารกำจัดวัชพืช หรือ ยาฆ่าหญ้า หมายถึง สารที่ใช้ฆ่าวัชพืชที่ขึ้นในแปลงปลูกทั้งบนดินและใต้ดิน เพื่อไม่ให้ไปแก่งแย่งปัจจัยการเจริญเติบโตจากพืชที่เราปลูก ไม่ว่าจะเป็นธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด และพื้นที่

การกำจัดวัชพืชทำได้หลายวิธี เช่น การใช้แรงงานคนในการขุด ดาย ถอน และ การใช้เครื่องจักรกลขนาดเล็กในการกำจัด การใช้สารกำจัดวัชพืชเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปฏิบัติกันมาก เนื่องจากให้ผลรวดเร็ว สะดวก ไม่ต้องใช้แรงงานมาก สารกำจัดวัชพืชมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการเข้าทำลายพืชต่าง ๆ กัน

การใช้สารกำจัดวัชพืชให้ถูกชนิดและใช้ให้ถูกวิธีตามคำแนะนำ จะทำให้สารมีประสิทธิภาพในการกำจัดได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อพืชที่ปลูก พืชในพื้นที่ข้างเคียง สิ่งแวดล้อม หรือต่อผู้ใช้เอง

ปัญหาการใช้สารกำจัดวัชพืชแล้วส่งผลกระทบต่อพืชปลูกของเกษตรกรเอง และต่อพืชปลูกของเพื่อนบ้านในพื้นที่ข้างเคียงเกิดขึ้นเสมอ
ที่พบบ่อยครั้งคือกรณีการใช้สารกำจัดวัชพืชในไร่อ้อยแล้วละอองสารปลิวไปทำความเสียหายให้กับพืชชนิดอื่นๆ ในแปลงข้างเคียง ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรทั้งสองฝ่าย เป็นกรณีพิพาทถึงขั้นฟ้องร้องกันก็มี

คำแนะนำในการป้องกันและแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น เกษตรกรที่จะใช้สารกำจัดวัชพืช ควรศึกษาวิธีการใช้สารโดยอ่านจากฉลากอย่างละเอียด
หากยังไม่เข้าใจสามารถขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ เกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกใกล้เคียงกันควรพูดคุยทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการปลูกพืชซึ่งเป็นพืชต่างชนิดกันในพื้นที่ใกล้กัน หรือก่อนที่จะมีการพ่นสารกำจัดวัชพืช เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรด้วยกัน

ตัวอย่างอาการผิดปกติของพืชจากการใช้สารกำจัดวัชพืชไม่ถูกต้อง

เมื่อมันสำปะหลังแตกใบแล้ว มีการพ่นไดยูรอนเพื่อควบคุมวัชพืชในแปลงมันสำปะหลัง
มีผลทำให้มันสำปะหลังแสดงอาการใบเหลืองซีดจนถึงใบไหม้


การพ่นไดยูรอนในอัตราที่สูงเพื่อควบคุมวัชพืชในแปลงมันสำปะหลัง ทำให้มีการตกค้างของสารไดยูรอนอยู่ในดินเป็นเวลานานหลายเดือน
ไดยูรอนจะถูกดูดซึมขึ้นไปทางราก มีผลทำให้มันสำปะหลังใบไหม้ ต้นแห้งตาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณสารที่ตกค้าง


พริกของเกษตรกร มีอาการใบเรียวเล็ก (ใบยอด)เกิดจากการได้รับสาร 2,4-D ที่ปลิวมาจากการใช้ในไร่อ้อยข้างเคียง

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิษของสารกำจัดวัชพืช...ในจดหมายข่าวศูนย์ฯ เดือนพฤษภาคม 2008 http://nsfcrc-news.blogspot.com/2008/05/blog-post_26.html

ข้อจำกัดของการปลูกมันสำปะหลังในดินด่าง

พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังได้เพิ่มมากขึ้น บางครั้งเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังโดยไม่ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมันสำปะหลัง
ดินที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง พบทั่วไปในหลายจังหวัด รวมเนื้อที่ทั้งหมดกว่าล้านไร่ โดย 85 เปอร์เซ็นต์กระจายอยู่ในสี่จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ ปราจีนบุรี กาญจนบุรี และลพบุรี

ดินด่างเกิดจากการสลายตัวของหินปูนและหินอัคนีเนื้อละเอียด และเกิดจากมาร์ล เป็นดินตื้นถึงตื้นมาก มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง พบเศษหินปูนหรือก้อนปูนปะปนอยู่กับเนื้อดิน และเป็นชิ้นหนา ยากในการที่รากพืชจะชอนไชไปหาอาหาร
ดินที่มีความเป็นด่างจัด ทำให้ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชบางชนิดถูกตรึงอยู่ในรูปที่ไม่ละลายมาเป็นประโยชน์ต่อพืช โดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัส และจุลธาตุบางชนิด เช่น เหล็ก ทองแดง สังกะสี และโบรอน

มันสำปะหลังพันธุ์ที่ไม่ทนต่อดินด่างจะแสดงอาการใบเหลืองซีด ใบไหม้ แคระแกรน ทรงพุ่มเล็ก ต้นตาย จำนวนต้นต่อพื้นที่ลดลง ต้นมันสำปะหลังที่เหลืออยู่ไม่สามารถแข่งขันกับวัชพืชที่ขึ้นอย่างหนาแน่นได้ การกำจัดวัชพืชต้องทำบ่อยครั้งขึ้น ไม่คุ้มกับผลผลิตที่จะได้

อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรยังต้องการปลูกมันสำปะหลังในดินด่าง ควรเลือกดินที่มีหน้าดินหนากว่า 15 ซ.ม. ไม่มีก้อนปูนหรือเศษหินปะปนอยู่มาก มีการใส่ปุ๋ยเคมีในอัตราที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการเพิ่มผลผลิตหัวสด

การปรับปรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อเพาะปลูกไปนาน ๆ ความอุดมสมบูรณ์ย่อมลดลง ควรมีการปลูกพืชบำรุงดิน เช่น ปอเทือง นอกจากนี้การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยให้ดินร่วนซุยมากขึ้น

นอกจากนี้ เพื่อลดความเสียหายของผลผลิต เกษตรกรควรพิจารณาเลือกพันธุ์มันสำปะหลังที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่เป็นด่างมาปลูก
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ โทร. 0-5624-1019
ข้อมูลดิน: กรมพัฒนาที่ดิน

18 มีนาคม 2553

"แตนฝอยปม" แมลงศัตรูของยูคาลิปตัส

คนที่ปลูกยูคาลิปตัสคงเคยประสบปัญหายูคาลิปตัสเกิดปมตามส่วนต่างๆ ของต้น ทำให้ต้นบิดเบี้ยว แตกพุ่ม แคระแกร็น โดยเฉพาะต้นยูคาลิปตัสในแปลงเพาะ หรือต้นที่แตกหน่อใหม่
ปมที่ว่านี้เกิดจากการเข้าทำลายของแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "แตนฝอยปม" ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Leptocybe invasa
ตัวเต็มวัยของแตนชนิดนี้แทงอวัยวะเข้าไปวางไข่ในส่วนที่อ่อนของพืช เช่น เส้นกลางใบ ก้านใบ กิ่ง ของยอดที่อ่อน
หลังจากนั้นแตนก็จะพัฒนาอยู่ในปมนั้น พร้อมๆ กับปมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
ตัวเต็มวัยที่มีแต่เพศเมียทั้งหมดก็จะเจาะออกมาจากปม ไปวางไข่ต่อได้ทันที แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก


สภาพแปลงยูคาลิปตัสที่แตกหน่อใหม่ถูกแตนฝอยปมเข้าทำลายทุกต้น ยูคาลิปตัสที่อายุต่ำกว่า 1 ปี จะเสียหายจากการทำลายมาก

ตัวเต็มวัยซึ่งมีขนาดเล็กแค่ 1.2 มิลลิเมตร จะทะยอยเจาะออกจากปม 1-2 วันหลังเก็บกิ่งและใบต้นยูคาลิปตัสที่มีปมไว้ในกล่องพลาสติก

ตัวเต็มวัยแตนฝอยปม Leptocybe invasa

รูเจาะออก

ปมบนส่วนต่างๆ ของยูคาลิปตัส

ต้นแตกพุ่ม เนื่องจากถูกแตนทำลายมาก

ระยอง 9 เพิ่มผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งมันสำปะหลังในเขตดินทราย

นายพิเชษฐ์ กรุดลอยมา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ เปิดเผยว่า จากกรณีปัญหามันสำปะหลังที่ปลูกในดินทราย ท้องที่ ต.หนองหลวง อ.ท่าตะโก และ ต.อุดมธัญญา อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ที่เก็บเกี่ยวเมื่อปี 52 คุณภาพไม่ดี มีเนื้อแป้งสีเหลือง ไส้กลวง ฉ่ำน้ำ ให้เปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ นั้น
ศูนย์ฯ ซึ่งรับผิดชอบงานวิจัยด้านพืชไร่ได้เข้าไปแก้ปัญหาโดยนำเทคโนโลยีด้านพันธุ์และการจัดการเข้าไปทดสอบแบบเกษตรกรมีส่วนร่วมเพื่อเพิ่มผลผลิตและรายได้ให้เกษตรกร

พันธุ์มันสำปะหลังที่เกษตรกรปลูก มีลักษณะแป้งสีเหลือง ฉ่ำน้ำ ไส้กลวง

นายดาวรุ่ง คงเทียน นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าในพื้นที่ดังกล่าวดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ที่เรียกว่า ระยองหางม้า มาเป็นเวลานาน
จึงได้นำเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังเข้าไปทดสอบ ได้แก่ การปลูกพันธุ์ระยอง 9 ร่วมกับการใส่ปุ๋ยมูลไก่แกลบอัตรา 500 กก./ไร่ และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 อัตรา 50 ก.ก./ไร่
เปรียบเทียบกับวิธีการที่เกษตรกรปฏิบัติ ได้แก่ การปลูกพันธุ์ระยองหางม้า และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 อัตรา 50 ก.ก./ไร่
พบว่า เมื่อเก็บเกี่ยวที่อายุ 8 เดือน การปลูกพันธุ์ระยอง 9 ร่วมกับการใส่ปุ๋ยมูลไก่แกลบอัตรา 500 กก./ไร่ และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 อัตรา 50 ก.ก./ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 5.74 ตัน/ไร่ เปอร์เซ็นต์แป้งเฉลี่ย 30.3 ได้กำไรสุทธิ 6,109 บาท/ไร่
ส่วนการปลูกด้วยพันธุ์และวิธีการของเกษตรกร ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4.13 ตัน/ไร่ เปอร์เซ็นต์แป้งเฉลี่ย 25.35 ได้กำไรสุทธิ 4,028 บาท/ไร่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.081-1815977


21 กุมภาพันธ์ 2553

เปิดจำหน่ายพันธุ์พืชไร่ในราคาใหม่

นายพิเชษฐ์ กรุดลอยมา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ เปิดเผยว่า ตามที่กรมวิชาการเกษตรได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดราคาจำหน่ายพันธุ์พืชสวน พันธุ์พืชไร่ พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2552 ซึ่งมีผลทำให้ราคาจำหน่ายพันธุ์พืชเพิ่มขึ้นทั้งนี้เป็นไปตามข้อกำหนดของกรมวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ขอแจ้งราคาพันธุ์พืชไร่ที่ศูนย์ฯ รับผิดชอบในการผลิตและจำหน่าย มาให้ทราบโดยทั่วกัน ดังนี้
- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ผสมเปิด
เดิมกิโลกรัมละ 15 บาท ปรับเป็น 20 บาท
- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ลูกผสม

เดิมกิโลกรัมละ 50 บาท ปรับเป็น 70 บาท
- ถั่วเขียว

เดิมกิโลกรัมละ 25 บาท ปรับเป็น 30 บาท
- ถั่วเหลือง

เดิมกิโลกรัมละ 22 บาท ปรับเป็น 25 บาท
- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ คงราคาเดิม กิโลกรัมละ 200 บาท
- ฝ้าย คงราคาเดิม กิโลกรัมละ 15 บาท
- มันสำปะหลัง คงราคาเดิม ต้นละ 1 บาท
พันธุ์พืชไร่ที่ศูนย์ฯ ได้เปิดให้มีการจำหน่ายในขณะนี้ มี 5 ชนิด ได้แก่
1. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 2
กิโลกรัมละ 70 บาท
2. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 3
กิโลกรัมละ 70 บาท
3. ถั่วเหลือง พันธุ์นครสวรรค์ 1
กิโลกรัมละ 25 บาท
4. มันสำปะหลัง พันธุ์ระยอง 7 ต้นละ 1 บาท
5. มันสำปะหลัง พันธุ์ CMR35-22-196 (หรือ เขียวปลดหนี้)
ต้นละ 1 บาท
ผู้สนใจติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์
อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์
โทร. 0-5624-1019 ในวันและเวลาราชการ
กรุณาโทรสอบถามก่อนเดินทาง

6 มกราคม 2553

อบรม การประยุกต์ใช้ GIS กับการเกษตร

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิเชษฐ์ กรุดลอยมา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการองค์ความรู้ (knowledge management;KM) ซึ่งหมายถึงการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2553 ศูนย์ฯ จึงได้จัดให้มีการฝึกอบรมหลักสูตร "การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) กับการเกษตร" โดยมีนายสุรพงษ์ ประสิทธิวัฒน์เสรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และนำฝึกปฏิบัติการใช้อุปกรณ์รับสัญญาณจีพีเอสและการใช้โปรแกรมการสร้างแผนที่ มีนักวิชาการเกษตรทั้งภายในและภายนอกหน่วยงานสนใจเข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 25 ราย
นายสุรพงษ์ ประสิทธิ์วัฒนเสรี ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ระบบ GIS สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเกษตรได้หลายลักษณะ เช่น การวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่เป้าหมายในการปลูกพืชเพื่อกำหนดพื้นที่ปลูกพืช (Zonning) การจัดทำแผนที่ศักยภาพการปลูกพืช การรวบรวมข้อมูลการระบาดของศัตรูพืชเพื่อคาดการณ์หรือการติดตามสถานการณ์การระบาดตลอดจนการประเมินความเสี่ยงที่เกิดจากภัยธรรมชาติ

18 ธันวาคม 2552

เตือนภัยโรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพดหวาน

ในสภาพที่อากาศเย็นและมีความชื้นสูง มักพบการระบาดของโรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพดหวานที่ปลูกในหลายพื้นที่ รวมทั้งพบการระบาดในจังหวัดนครสวรรค์โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดติดต่อกันหลายฤดู สามารถพบการระบาดของโรคใบไหม้แผลใหญ่ตั้งแต่ต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมในปีที่ฝนตกชุก

เมื่อข้าวโพดเป็นโรคใบจะเกิดแผลขนาดใหญ่สีเทา หรือสีน้ำตาล แผลมีลักษณะยาวตามใบ หัวท้ายเรียวคล้ายรูปกระสวย แผลจะเกิดที่ใบล่างก่อนแล้วลามขึ้นสู่ใบบน ข้าวโพดหวานพันธุ์อ่อนแอจะแสดงอาการของโรคอย่างรุนแรงโดยแผลขยายรวมกันมีขนาดใหญ่ ทำให้ใบไหม้และแห้งตายในที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดแผลที่กาบใบ ลำต้น และฝักได้ด้วย ต้นข้าวโพดหวานที่เป็นโรคใบไหม้แผลใหญ่อย่างรุนแรงจะทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝักบิดเบี้ยว








การป้องกันกำจัด
เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ ตั้งแต่ระยะที่ข้าวโพดยังเล็ก ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรงเมื่อพบข้าวโพดเริ่มแสดงอาการให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้

- โพรพิโคนาโซล (propiconazole) อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร
- อะซอกซี่สะโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล (azoxystrobin+difenoconazole) อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
- คาร์เบนดาซิม +อีพอกซี่โคนาโซล (carbendazim+epoxyconazole) อัตรา 25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

โดยพ่น 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค โดยไม่มีสารตกค้างในผลผลิต ข้าวโพดหวานให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,675-3,040 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐาน 1,399-1507 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐานสูงกว่าการไม่ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชถึง 89 เปอร์เซ็นต์

โดยมีต้นทุนสารป้องกันกำจัดโรคพืช 173-369 บาทต่อไร่ รายได้ 10,700 บาทต่อไร่ รายได้สุทธิ 7,251-8,913 บาทต่อไร่

อย่างไรก็ตามในการป้องกันกำจัดโรคใบไหม้แผลใหญ่เกษตรกรควรใช้วิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน หรือใช้พันธุ์ต้านทาน เพื่อให้การปลูกข้าวโพดหวานมีความยั่งยืน

เนื้อหา