22 มิถุนายน 2554

มารู้จัก...โรคจุดสีน้ำตาลข้าวโพด

โรคจุดสีน้ำตาล หรือ Physoderma brown spot เกิดจากเชื้อรา Physoderma maydis ซึ่งจัดอยู่ในจำพวกราชั้นต่ำ

การระบาดของโรคจุดสีน้ำตาลอย่างรุนแรงพบได้ไม่บ่อยนัก แต่ก็เกิดขึ้นได้เมื่อมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมและพันธุ์มีความอ่อนแอต่อโรค โดยทั่วไปไม่พบรายงานการก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตทั้งในประเทศไทยหรือต่างประเทศที่มีการปลูกข้าวโพด และไม่จำเป็นต้องพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแต่อย่างใด

อาการของโรคจุดสีน้ำตาล คล้ายแต่ไม่ใช่ราสนิม...
มักมีผู้สับสนระหว่างโรคจุดสีน้ำตาลและโรคราสนิมและมีการวินิจฉัยโรคที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากโรคจุดสีน้ำตาลมีอาการคล้ายกับโรคราสนิม (southern rust)
โรคจุดสีน้ำตาลมีลักษณะดังนี้ เกิดจุดสีเหลืองขนาดเล็กบนใบ ถ้าเป็นโรคที่เส้นกลางใบ กาบใบ กาบหุ้มลำต้น เปลือกหุ้มฝัก มักจะเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลเข้ม และจุดมีขนาดใหญ่กว่าที่ใบ

โรคจุดสีน้ำตาลมักเกิดจุดเหลืองหนาแน่นเป็นแถบๆ ตามขวาง เกิดจากตอนที่เชื้อเข้าทำลายตรงใบยอดซึ่งเป็นส่วนที่มีความชื้นและเมื่อใบมีการเจริญยืดตามการเจริญเติบโตจึงเกิดเป็นแถบ  อาการโรคจุดน้ำตาลบนเส้นใบจะเกิดจุดสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นอาการที่แตกต่างจากโรคราสนิม  ที่สำคัญโรคราสนิมจะสร้างสปอร์สีส้มจำนวนมากใน pustule ที่มีลักษณะเป็นตุ่มนูน (ภาพที่ 11)  เมื่อใช้มือลูบบนแผลจะมีผงสีสนิมติดมากับมือ


ภาพที่ 1 อาการระยะแรกของโรคจุดสีน้ำตาล


ภาพที่ 2 โรคจุดสีน้ำตาลบนเส้นกลางใบจะมีสีน้ำตาลเข้ม มีขนาดใหญ่กว่าจุดที่ใบ


ภาพที่ 3 จุดเหลืองเป็นแถบหนาแน่นตามขวางบนใบข้าวโพด


ภาพที่ 4


ภาพที่ 5 และภาพที่ 4 การระบาดของโรคจุดสีน้ำตาลในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์การค้า
 ในไร่เกษตรกร อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์
20 มิถุนายน 54



ภาพที่ 6 โรคจุดสีน้ำตาลบนกาบใบ



ภาพที่ 7 โรคจุดสีน้ำตาลเกิดที่ลำต้น จะเห็นผงสีน้ำตาลซึ่งเป็นสปอร์ของเชื้ออยู่ในลำต้น



ภาพที่ 8 ลักษณะสปอร์ (sporangium)ของเชื้อโรคจุดสีน้ำตาล Physoderma maydis


ภาพที่ 9 ภาคตัดขวางเซลล์กาบใบข้าวโพด (cross section)  จะเห็นสปอร์ (sporangium) ของเชื้อ
 Physoderma maydis อยู่ในเซลล์


ภาพด้านล่าง จากภาพที่ 10-12 เป็นอาการและเชื้อสาเหตุโรคราสนิม

ภาพที่ 10 อาการของโรคราสนิม จะมีผงสปอร์สีส้มบนแผล


ภาพที่ 11 ตุ่มนูน (pustule)ที่บรรจุสปอร์ของเชื้อราสนิม


ภาพที่ 12 ลักษณะของเชื้อโรคราสนิม Puccinia polysora

20 มิถุนายน 2554

ระวัง...การระบาดของโรคในมันสำปะหลัง

สภาพภูมิอากาศในช่วงนี้ที่มีฝนตกชุกติดต่อกัน ส่งผลให้มีความชื้นในบรรยากาศสูง เหมาะสมต่อการแพร่ระบาดของโรคหลายชนิดในมันสำปะหลัง เช่น โรคใบไหม้ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคแอนแทรคโนส และโรคใบจุดมันสำปะหลัง แต่ละโรคมีลักษณะอาการที่มีรูปแบบดังต่อไปนี้

โรคใบไหม้
เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas manihotis
ลักษณะอาการเริ่มแรก ใบเป็นจุดเหลี่ยม ฉ่ำน้ำ ต่อมาใบไหม้แห้ง ถ้ารุนแรงยอดจะแห้งตาย ทำให้ผลผลิต เปอร์เซ็นต์แป้ง และคุณภาพท่อนพันธุ์ลดลง
สภาพแวดล้อมมีผลต่อการระบาดของโรคใบไหม้เป็นอย่างมาก ปีที่มีฝนตกชุกหนาแน่น โรคจะระบาดรวดเร็วและรุนแรง นอกจากนี้ความรุนแรงของโรคยังขึ้นกับพันธุ์มันสำปะหลัง โรคใบไหม้ไม่ถึงกับทำให้ต้นมันสำปะหลังตาย เมื่อพ้นฤดูฝนการระบาดของโรคจะลดลง การป้องกันกำจัดให้ทำลายเศษซากพืชโดยการเผาหรือฝัง ปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรของโรค ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัด



ภาพที่ 1 อาการเริ่มแรกของโรคใบไหม้ เกิดแผลฉ่ำน้ำ มีลักษณะเหลี่ยมตามเส้นใบ


ภาพที่ 2 โรคใบไหม้ที่รุนแรง ทำให้ใบไหม้ทั้งใบ

โรคแอนแทรคโนส
เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum spp.
อาการบนลำต้นแก่ เกิดแผลที่มีขอบเขตแน่นอน สีน้ำตาลหรือสีดำ ถ้ามีปริมาณน้ำฝนมากหรือความชื้นสูงๆ แผลจะขยายตัว ลามขึ้นสู่ส่วนยอด
ลำต้นอ่อน แผลมีขอบเขตไม่แน่นอน สีน้ำตาลอ่อน เมื่อมีความชื้นสูงจะขยายตัวสู่ส่วนยอด ทำให้ยอดตายอย่างรวดเร็ว
ก้านใบ เป็นรอยไหม้ที่โคนก้านใบติดกับลำต้น และก้านใบส่วนที่ติดกับตัวใบหักลู่ลง ในที่สุดจะหลุดร่วงทั้งต้น
ใบ มีอาการไหม้ที่ขอบใบและปลายใบ ขยายตัวเข้าสู่กลางใบ ในที่สุดตัวใบจะไหม้หมด และหลุดร่วง
ถ้าเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอมาก จะยืนต้นตาย ส่วนพันธุ์ที่ค่อนข้างทนทานต่อโรค ยอดจะหัก แต่สามารถแตกกิ่งหรือยอดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้
บางพันธุ์จะพบโคนลำต้นที่ติดกับพื้นดิน มีลักษณะบวมพอง เปลือกลำต้นแตกเป็นริ้วๆ เมื่อเวลาลมพัดจะเปราะหักลงได้ง่าย
การป้องกันกำจัด
การปลูกพืชหมุนเวียน การไถกลบฝังลึกๆ เศษซากมันสำปะหลังที่ติดเชื้อ และการใช้ท่อนพันธุ์ปลอดโรค ช่วยลดปริมาณเชื้อราสาเหตุในดินและลดการแพร่กระจายของโรคได้ หากมีการระบาดอย่างรุนแรงและรวดเร็ว พ่นด้วยสารเคมีประเภทที่มีองค์ประกอบของทองแดง
(ขอบคุณภาพโรคแอนแทรคโนสจากคุณรังษี เจริญสถาพร)

ภาพที่ 3 โรคแอนแทรคโนสที่ลำต้น


ภาพที่ 4 โรคแอนแทรคโนสที่ยอด

โรคใบจุดมันสำปะหลัง
เกิดจากเชื้อรา Cercospora henningsii
ลักษณะอาการ โดยทั่วไปต้นที่เป็นโรคมีการเจริญเติบโตเป็นปกติ จะพบอาการของโรคบนใบล่าง ๆ มากกว่าใบบน โดยเกิดอาการใบจุดค่อนข้างเหลี่ยมตามเส้นใบ มีสีน้ำตาล ขนาด 3-15 มิลลิเมตร มีขอบชัดเจน จุดแผลด้านหลังใบมีสีเทา เนื่องจากมีเส้นใยและส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อสาเหตุ ในพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค แผลจะล้อมรอบด้วยวงสีเหลือง ตรงกลางแผลอาจจะแห้งและหลุดเป็นรู
การป้องกันกำจัด ใช้พันธุ์แนะนำ ซึ่งมีความต้านทานโรคปานกลาง เมื่อพบโรคระบาดมากอาจพ่นด้วยสารเคมีพวกคอปเปอร์ หรือ เบโนมิล

ภาพที่ 5 แผลโรคใบจุดสีน้ำตาล มีลักษณะค่อนข้างกลม


ภาพที่ 6 โรคใบจุดสีน้ำตาล แผลสามารถลามติดกัน ทำให้ใบไหม้ได้

27 พฤษภาคม 2554

ระวัง...ภัยที่เกิดจากสารกำจัดวัชพืช

สารกำจัดวัชพืช หรือ ยาฆ่าหญ้า เป็นสารที่ใช้ฆ่าวัชพืชที่ขึ้นในแปลงปลูกทั้งบนดินและใต้ดิน เพื่อไม่ให้ไปแย่งปัจจัยการเจริญเติบโตจากพืชปลูก ในปัจจุบันเกษตรกรใช้วิธีกำจัดวัชพืชด้วยการพ่นสารกำจัดวัชพืชกันมาก เนื่องจากสะดวก ให้ผลรวดเร็ว ไม่ต้องใช้แรงงานมาก

แต่การใช้สารกำจัดวัชพืชต้องมีความรู้และใช้ให้ถูกต้อง สารกำจัดวัชพืชมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการเข้าทำลายในพืชต่าง ๆ กัน การใช้สารกำจัดวัชพืชให้ถูกชนิดและใช้ให้ถูกวิธีตามคำแนะนำ ทำให้สารมีประสิทธิภาพในการกำจัดได้ดี และไม่เป็นอันตรายต่อพืชที่ปลูก พืชชนิดอื่นในพื้นที่ข้างเคียง สิ่งแวดล้อม หรือต่อผู้ใช้เอง

ปัญหาจากการใช้สารกำจัดวัชพืชที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ คือ ละอองสารกำจัดวัชพืชที่เกษตรกรพ่นเพื่อควบคุมวัชพืชในแปลงของตนปลิวไปสู่พืชปลูกของเพื่อนบ้านในพื้นที่ข้างเคียงทำให้เกิดความเสียหายซึ่งพบได้ในหลายพื้นที่

การหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว ในเบื้องต้นเกษตรกรที่จะใช้สารกำจัดวัชพืช ควรศึกษาวิธีการใช้สารโดยอ่านจากฉลากอย่างละเอียด หากยังไม่เข้าใจสามารถขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เกษตรกรที่มีพื้นที่ติดกันและปลูกพืชต่างชนิดกันควรพูดคุยทำความเข้าใจซึ่งกันและกันถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการปลูกพืชหรือก่อนที่จะมีการพ่นสารกำจัดวัชพืช เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรด้วยกัน



22 เมษายน 2554

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 3

"การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเป็นเรื่องง่าย ที่เกษตรกรไทยเข้าถึง"

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ เป็นหน่วยงานภาครัฐ ที่รับผิดชอบในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ล่าสุดได้แนะนำพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมทนทานแล้งพันธุ์นครสวรรค์ 3 ซึ่งได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นของกรมวิชาการเกษตรในปี 2553

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์  ได้ผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายแก่เกษตรกรบางส่วน ขณะเดียวกันนอกจากเกษตรกรจะซื้อเมล็ดพันธ์ุเพื่อใช้ปลูกแล้ว  ยังสามารถผลิตเมล็ดพันธ์ุลูกผสมใช้เองได้ด้วย  เป็นการลดต้นทุนการผลิตในด้านราคาเมล็ดพันธ์ุได้อีกทางหนึ่ง  ในสภาวะที่ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย  น้ำมัน  และค่าแรงงานมีราคาแพง

เกษตรกรที่มีความสนใจที่จะปลูกพันธุ์นครสวรรค์ 3 สามารถทำได้โดย
1.ติดต่อขอซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 3  ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์

2. ติดต่อขอซื้อเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์แท้พันธุ์พ่อ และ สายพันธุ์แท้พันธุ์แม่  สำหรับนำไปปลูกเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 3 ด้วยตัวเอง สำหรับใว้ใช้เอง หรือ ใช้ในกลุ่ม หรือ ผลิตเพื่อจำหน่ายให้ผู้ที่ต้องการใช้พันธุ์นครสวรรค์ 3

เกษตรกร หรือผู้สนใจการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 3 ใว้ใช้เอง  สามารถเขียนจดหมายแจ้งความจำนงขอซื้อเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์แท้พันธุ์พ่อ และสายพันธุ์แท้พันธุ์แม่  มาที่ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ตามที่อยู่ด้านล่าง

ขั้นตอนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 3
1.การเลือกพื้นที่
เพื่อป้องกันการปนของละอองเกสร  แปลงผลิตควรห่างจากแปลงปลูกข้าวโพดพันธ์ุอื่นไม่ต่ำกว่า  200 เมตร หรือปลูกห่างกันอย่างน้อย 3 สัปดาห์   ไม่ควรมีเมล็ดข้าวโพดเก่าตกค้างในแปลง

2.การปลูก
ใช้ข้าวโพดสายพันธุ์แท้ตากฟ้า 1 เป็นต้นแม่ และข้าวโพดสายพันธุ์แท้ตากฟ้า 3 เป็นต้นพ่อ โดยปลูกต้นแม่ 4 แถว ต่อ แถวพ่อ 1 แถว สลับกันไป

3.การดูแลรักษา
แปลงควรได้รับน้ำสม่ำเสมอตลอดฤดูปลูก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะปลูก และระยะออกดอกติดเมล็ด  สำหรับการใส่ปุ๋ยควรใส่ในระยะเริ่มงอก  ถอนแยก  และก่อนออกดอก

4.การคัดพันธุ์ปน
ตัดต้นที่มีลักษณะผิดไปจากสายพันธ์ุแท้พันธ์ุแม่และสายพันธ์ุแท้พันธ์ุพ่อ  เช่น  สีของใบ  ต้น  ดอกและไหม  ความสูงของต้นมุมใบ เป็นต้น  พร้อมกับกำจัดต้นที่มีโรคและแมลงทำลาย   และตัดต้นอ่อนแอทิ้งในระยะถอนแยก  ก่อนออกดอก  ออกดอก  ติดเมล็ด  และก่อนเก็บเกี่ยว

5.การกำจัดช่อดอกตัวผู้ในแถวสายพันธ์ุแท้พันธ์ุแม่
ควรกำจัดช่อดอกตัวผู้ก่อนโปรยละอองเกสรทุกวันและทุกต้น เพื่อป้องกันการผสมตัวเอง และตัดต้นแถวสายพันธ์ุแท้พันธ์ุพ่อทิ้งหลังจากโปรยละอองเกสรหมดแล้ว   เพื่อความสะดวก  และเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการเก็บเกี่ยว

6.การเก็บเกี่ยวและปรับปรุงสภาพ
เก็บเกี่ยวฝักจากต้นสายพันธ์ุแท้พันธ์ุแม่   คัดเฉพาะฝักสมบูรณ์ตรงตามสายพันธ์ุ  ตาก กะเทาะ  เป่าลมทำความสะอาดและคัดเมล็ดที่สมบูรณ์เป็นเมล็ดพันธ์ุ

7.การทดสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์
สุ่มเมล็ดพันธ์ุทดสอบความงอกในกระดาษชุ่มน้ำ  ทราย หรือดิน  เมล็ดพันธ์ุคุณภาพดีควรมีความงอกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ต้นกล้ามีราก  ต้น  และใบสมบูรณ์

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ยินดีถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 3 ให้แก่เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจ  เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้ผลิตเมล็ดพันธุ์สำหรับใว้ใช้เอง  ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตในส่วนของค่าเมล็ดพันธุ์ได้อีกทางหนึ่ง

ดาวโหลดคู่มือ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมพันธุ์นครสวรรค์ 3  https://drive.google.com/open?id=1CbL9OQkoWaBz3C_-udSlAD8cJ40Jh3hs

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ 60190
โทร. 0-5624-1019 โทรสาร 0-5624-1498  ในวัน/เวลาราชการ
อีเมล์ nsfcrc@doa.in.th


ภาพที่ 1 การผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมนครสวรรค์ 3 จะปลูกสายพันธุ์แท้ต้นแม่ 4 แถว สลับกับสายพันธุ์แท้ต้นพ่อ 1 แถว จากภาพแถวต้นพ่อมีลักษณะสีใบอ่อนกว่าแถวต้นแม่


ภาพที่ 2 แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์นครสวรรค์ 3 ในระยะออกดอก ที่ต้องกำจัดช่อดอกตัวผู้ในสายพันธุ์แท้ต้นแม่ ทั้ง 4 แถว  






ภาพที่ 3 แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3 ที่กำจัดดอกตัวผู้ในแถวต้นแม่ออกเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ไหมในแถวต้นแม่ จะได้รับเกสรตัวผู้ที่โปรยมาจากแถวต้นพ่อเท่านั้น


ภาพที่ 4 แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3 ที่ตัดต้นในแถวสายพันธ์ุแท้พันธ์ุพ่อทิ้งหลังจากโปรยละอองเกสรหมดแล้ว 

ศวร.นครสวรรค์ ร่วมงานจังหวัดเคลื่อนที่ฯ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 54 ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ได้ร่วมจัดนิทรรศการด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ และ ด้านการเกษตร ตลอดจนให้ความรู้แก่ประชาชน ในโครงการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ซึ่งจัดขึ้นที่ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหม้อ อ.ตาคลึ จ.นครสวรรค์ โดยมีนายชัยโรจน์ มีแดง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นประธานในการเปิดงาน มีประชาชนมาร่วมงานประมาณ 1500 ราย

4 มีนาคม 2554

ศวร.นครสวรรค์ ร่วมจัดนิทรรศการงานบึงบอระเพ็ดเกษตรแฟร์

เมื่อวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 54 จังหวัดนครสวรรค์ ร่วมกับ หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดงานบึงบอระเพ็ดเกษตรแฟร์ ณ บึงบอระเพ็ด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ โดยมี นายชัยโรจน์ มีแดง ผวจ.นครสวรรค์ เดินทางมาเปิดงาน ในส่วนของศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ร่วมจัดนิทรรศการโดยได้นำเทคโนโลยี ด้านการจัดการศัตรูพืชในมันสำปะหลังโดยใช้แตนเบียน เทคโนโลยีด้านพันธุ์พืช ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นครสวรรค์ 3 ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 84-4 ฝ้ายตากฟ้า 3 มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 9 และ ระยอง 11 และผลงานวิจัยด้านอื่นของกรมวิชาการเกษตรไปจัดแสดง เช่น การใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต ปุ๋ยชีวภาพไมโคไรซา ไส้เดือนฝอยกำจัดปลวก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้มาร่วมงานเป็นอย่างดี









เตือนภัย การระบาดของไรแดงในมันสำปะหลัง

ไรแดง เป็นศัตรูที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของมันสำปะหลัง ที่มักระบาดในฤดูแล้ง หรือ เมื่อฝนทิ้งช่วง โดยไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบทำให้สูญเสียคลอโรฟิลล์ หากระบาดรุนแรงจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินบนยอดอ่อน สร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น ทำให้ผิวใบด้านบนเป็นจุดด่างประสีเหลืองซีด ยอดไหม้ ใบเหี่ยวแห้ง และร่วง หากเกษตรกรพ่นสารป้องกันกำจัดไรได้ทัน ก็จะสามารถยับยั้งการระบาดได้
ในสภาพธรรมชาติ แปลงมันสำปะหลังจะมีศัตรูธรรมชาติที่คอยทำลายแมลงศัตรูพืชอยู่มาก แต่ระยะที่ผ่านมาเริ่มมีการใช้สารเคมีในแปลงปลูกมันสำปะหลังมากขึ้น ทำให้ศัตรูธรรมชาติถูกทำลาย จึงมีการระบาดของศัตรูพืช เช่น เพลี้ยแป้ง ไรแดง และแมลงหวี่ขาว รุนแรงมากขึ้น

กรณีที่ไรแดงระบาดรุนแรง กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำชนิดและอัตราสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด ดังนี้
- สาร pyridaben 20% WP อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ
- สาร fenbutatin oxide 55% SC อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หรือ
- สาร spiromesifen 24% SC อัตรา 6 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หรือ
- สาร tetradifon 7.25% EC อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
และที่สำคัญ การใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง ควรสลับชนิดสารเพื่อป้องกันการต้านทานสารฆ่าไร
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา โทร.0 2579 4128

ภาพลักษณะการทำลายของไรแดง




ข้อมูล:กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

เนื้อหา