8 เมษายน 2559
23 มีนาคม 2559
เตือนภัย การระบาดของไรแดงในมันสำปะหลัง
ช่วงนี้ของทุกๆ ปี มีสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง เหมาะสมต่อการระบาดของไรแดง ซึ่งเริ่มพบแล้วในหลายพื้นที่ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังควรหมั่นสำรวจแปลงปลูก หากพบการทำลายของไรแดงตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้ป้องกันกำจัดทันก่อนที่จะมีการระบาดรุนแรงซึ่งสามารถทำความเสียหายต่อผลผลิต
ไรแดง เป็นศัตรูที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของมันสำปะหลัง ที่มักระบาดในฤดูแล้ง หรือ เมื่อฝนทิ้งช่วง โดยไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบทำให้สูญเสียคลอโรฟิลล์ หากระบาดรุนแรงจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินบนยอดอ่อน สร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น ทำให้ผิวใบด้านบนเป็นจุดด่างประสีเหลืองซีด ยอดไหม้ ใบเหี่ยวแห้ง และร่วง หากเกษตรกรพ่นสารป้องกันกำจัดไรได้ทัน ก็จะสามารถยับยั้งการระบาดได้
ในสภาพธรรมชาติ แปลงมันสำปะหลังจะมีศัตรูธรรมชาติที่คอยทำลายแมลงศัตรูพืชอยู่มาก แต่ระยะที่ผ่านมาเริ่มมีการใช้สารเคมีในแปลงปลูกมันสำปะหลังมากขึ้น ทำให้ศัตรูธรรมชาติถูกทำลาย ประกอบกับปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการระบาด จึงมีการทำลายของศัตรูพืช เช่น เพลี้ยแป้ง ไรแดง และแมลงหวี่ขาว รุนแรงมากขึ้น
กรณีที่ไรแดงระบาดรุนแรง กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำชนิดและอัตราของสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการกำจัด ดังนี้
- ไพริดาเบน (pyridaben) 20% ดับบลิวพี อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- เฟนบูทาติน ออกไซด์ (fenbutatin oxide) 55% เอสซี อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
- สไปโรมีซิเฟน (spiromesifen) 24% เอสซี อัตรา 6 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
- เตตราไดฟอน (tetradifon) 7.25% อีซี อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
- อามีทราซ (amitraz) 20% อีซี อัตรา 40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
ในการใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง ควรสลับชนิดสารเพื่อป้องกันการต้านทานต่อสาร
ลักษณะการทำลายของไรแดง
ภาพที่ 1 อาการเริ่มแรกที่เกิดจากการทำลายของไรแดง ใบเกิดจุดประสีขาว
ภาพที่ 2 พลิกดูใต้ใบจะเห็นตัวไรแดง ลักษณะเป็นจุดแดงขนาดเล็ก

ภาพที่ 3 ไรแดงทำลายอย่างรุนแรง ใบเริ่มเป็นสีน้ำตาล

ภาพที่ 4 หากไม่มีการป้องกันกำจัดไรแดงที่เหมาะสมทำให้ใบไหม้ แห้ง

ข้อมูล:กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช
ไรแดง เป็นศัตรูที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของมันสำปะหลัง ที่มักระบาดในฤดูแล้ง หรือ เมื่อฝนทิ้งช่วง โดยไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบทำให้สูญเสียคลอโรฟิลล์ หากระบาดรุนแรงจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินบนยอดอ่อน สร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น ทำให้ผิวใบด้านบนเป็นจุดด่างประสีเหลืองซีด ยอดไหม้ ใบเหี่ยวแห้ง และร่วง หากเกษตรกรพ่นสารป้องกันกำจัดไรได้ทัน ก็จะสามารถยับยั้งการระบาดได้
ในสภาพธรรมชาติ แปลงมันสำปะหลังจะมีศัตรูธรรมชาติที่คอยทำลายแมลงศัตรูพืชอยู่มาก แต่ระยะที่ผ่านมาเริ่มมีการใช้สารเคมีในแปลงปลูกมันสำปะหลังมากขึ้น ทำให้ศัตรูธรรมชาติถูกทำลาย ประกอบกับปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการระบาด จึงมีการทำลายของศัตรูพืช เช่น เพลี้ยแป้ง ไรแดง และแมลงหวี่ขาว รุนแรงมากขึ้น
กรณีที่ไรแดงระบาดรุนแรง กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำชนิดและอัตราของสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการกำจัด ดังนี้
- ไพริดาเบน (pyridaben) 20% ดับบลิวพี อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- เฟนบูทาติน ออกไซด์ (fenbutatin oxide) 55% เอสซี อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
- สไปโรมีซิเฟน (spiromesifen) 24% เอสซี อัตรา 6 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
- เตตราไดฟอน (tetradifon) 7.25% อีซี อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
- อามีทราซ (amitraz) 20% อีซี อัตรา 40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
ในการใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง ควรสลับชนิดสารเพื่อป้องกันการต้านทานต่อสาร
ลักษณะการทำลายของไรแดง
ภาพที่ 1 อาการเริ่มแรกที่เกิดจากการทำลายของไรแดง ใบเกิดจุดประสีขาว

ภาพที่ 3 ไรแดงทำลายอย่างรุนแรง ใบเริ่มเป็นสีน้ำตาล
ภาพที่ 4 หากไม่มีการป้องกันกำจัดไรแดงที่เหมาะสมทำให้ใบไหม้ แห้ง
ข้อมูล:กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช
20 พฤศจิกายน 2558
มารู้จัก...โรคใบจุดข้าวโพด
โรคใบจุด (leaf spot) แพร่ระบาดทั่วไปในแหล่งปลูกข้าวโพด ในสภาพที่มีความชื้นสูง ยังไม่มีรายงานว่ามีผลกระทบต่อผลผลิต
ลักษณะอาการ
อาการส่วนใหญ่เกิดบนใบ ระยะแรกเกิดจุดฉ่ำน้ำขนาดเล็ก ต่อมาตรงกลางจุดจะแห้ง มีสีน้ำตาลหรือซีด ขอบแผลสีน้ำตาลแดง มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบ สภาพที่มีความชื้นสูง จะเกิดจุดแผล จำนวนมากกระจายทั่วใบข้าวโพด
เชื้อสาเหตุ
เชื้อรา Curvularia lunata
เชื้อสาเหตุสร้างสปอร์สีน้ำตาลอ่อน ปลายเรียว รูปร่างโค้ง สปอร์มี 4 เซล โดยเซลที่อยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่สุด และมีสีน้ำตาลเข้มกว่าเซลหัวท้าย
การแพร่ระบาด
แพร่โดยลม ฝน หรือติดไปกับเมล็ด
การป้องกันกำจัด
หลีกเลี่ยงการปลูกพืชหนาแน่น ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสม ไม่ใส่ปุ่ยไนโตรเจนในปริมาณมากเกินไป ควรใส่ในอัตราที่เหมาะสมกับความต้องการของพืช ข้าวโพดที่มีการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ จะทำให้เป็นโรคมากขึ้น
ลักษณะอาการ
อาการส่วนใหญ่เกิดบนใบ ระยะแรกเกิดจุดฉ่ำน้ำขนาดเล็ก ต่อมาตรงกลางจุดจะแห้ง มีสีน้ำตาลหรือซีด ขอบแผลสีน้ำตาลแดง มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบ สภาพที่มีความชื้นสูง จะเกิดจุดแผล จำนวนมากกระจายทั่วใบข้าวโพด
เชื้อสาเหตุ
เชื้อรา Curvularia lunata
เชื้อสาเหตุสร้างสปอร์สีน้ำตาลอ่อน ปลายเรียว รูปร่างโค้ง สปอร์มี 4 เซล โดยเซลที่อยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่สุด และมีสีน้ำตาลเข้มกว่าเซลหัวท้าย
การแพร่ระบาด
แพร่โดยลม ฝน หรือติดไปกับเมล็ด
การป้องกันกำจัด
หลีกเลี่ยงการปลูกพืชหนาแน่น ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสม ไม่ใส่ปุ่ยไนโตรเจนในปริมาณมากเกินไป ควรใส่ในอัตราที่เหมาะสมกับความต้องการของพืช ข้าวโพดที่มีการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ จะทำให้เป็นโรคมากขึ้น
ภาพที 1 ลักษณะของเชื้อรา Curvularia lunata
ภาพที่ 2 -6 ลักษณะอาการบนข้าวโพดหวานพันธุ์การค้า
ภาพที่ 3
ภาพที่ 4
ภาพที่ 5
ภาพที่ 6
19 พฤศจิกายน 2558
เตือนภัยการเกษตร การระบาดของแมลงศัตรูทานตะวัน
ช่วงฤดูแล้ง ทานตะวันอาจได้รับผลกระทบจากการระบาดของแมลงศัตรูพืช ระยะการเจริญเติบโตของทานตะวันที่ควรมีการเฝ้าระวังได้แก่ ทานตะวันที่ปลูกใหม่อายุไม่เกิน 45 วัน และทานตะวันที่อยู่ในระยะดอกเริ่มบาน
- ทานตะวันปลูกใหม่อายุไม่เกิน 45 วัน
ปัญหาที่ควรระวัง
:
การระบาดของเพลี้ยไฟ และเพลี้ยจักจั่น
ข้อสังเกตลักษณะ/อาการที่อาจพบ :
ใบหงิกงอ
ขอบใบสีเหลืองและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเหี่ยวแห้ง หลุดร่วง
แนวทางการป้องกัน/แก้ไข
ถ้าพบเพลี้ยไฟ
หรือ ตัวอ่อนเพลี้ยจักจั่นมากกว่า 2 ตัว / ใบ
ควรเลือกใช้สารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่
อิมิดาโคลพริด
70%
WG อัตรา 2 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 2 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
หรือ
อะเซททามิพริด
20% SP อัตรา 4 กรัม / น้ำ 20 ลิตร ซึ่งมีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ
และเพลี้ยจักจั่น
ส่วนไดโนทีฟูแรน
10%
WG อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ บูโพรเฟซิน 25% WP 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร มีประสิทธิภาพป้องกันเพลี้ยจักจั่น
- ทานตะวันระยะดอกเริ่มบาน
ปัญหาที่ควรระวัง
:
การระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้าย
การระบาดของหนอนเจาะสมอฝ้าย
ข้อสังเกตลักษณะ/อาการที่อาจพบ
:
พบหนอนเจาะสมอฝ้ายฝังตัวกัดกินเมล็ดที่กำลังพัฒนาอยู่บริเวณส่วนกลางของจานดอก
ถ้าระบาดรุนแรง จะทำให้ผลผลิตลดลง เนื่องจากหนอนกัดกินกลีบดอก และ กลีบเลี้ยง
ทำให้ไม่สามารถดึงดูดแมลงในการผสมเกสรการติดเมล็ดไม่ดี มีเมล็ดลีบจำนวนมาก
แนวทางการป้องกัน/แก้ไข
1.
กำจัดวัชพืชซึ่งเป็นพืชอาศัยของหนอนเจาะสมอฝ้ายบริเวณรอบแปลงทานตะวัน
2. เก็บหนอนที่มีขนาดใหญ่มาทำลาย
เนื่องจากหนอนขนาดใหญ่ใช้สารเคมีไม่ได้ผล
3. ถ้ามีการระบาดรุนแรง และจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลง
ควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่ อิมาเม็กตินเบนโซเอท 1.92%
EC อัตรา 10 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร ลูเฟนนูรอน 5% EC อัตรา 10 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร คลอร์ฟลูอาซูรอน 5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร หรือ เมท็อกซี่ฟีโนไซดื 24% SC อัตรา 10 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร โดยพ่นที่บริเวณจานดอก
ที่มา: แจ้งเตือนภัยการเกษตร กรมวิชาการเกษตร
13 พฤศจิกายน 2558
โรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพด
ในสภาพที่มีความชื้นสูงและอากาศเย็นลง มักพบการระบาดของโรคใบไหม้แผลใหญ่รุนแรงในข้าวโพดหวานที่ปลูกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดติดต่อกันหลายฤดู เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดหวาน ควรหมั่นสังเกตุอาการผิดปกติหลังจากที่พืชงอกขึ้นมา
เมื่อข้าวโพดเป็นโรคใบจะเกิดแผลขนาดใหญ่สีเทา หรือสีน้ำตาล แผลมีลักษณะยาวตามใบ หัวท้ายเรียวคล้ายรูปกระสวย แผลจะเกิดที่ใบล่างก่อนแล้วลามขึ้นสู่ใบบน ข้าวโพดหวานพันธุ์อ่อนแอจะแสดงอาการของโรคอย่างรุนแรงโดยแผลขยายรวมกันมีขนาดใหญ่ ทำให้ใบไหม้และแห้งตายในที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดแผลที่กาบใบ ลำต้น และฝักได้ด้วย ต้นข้าวโพดหวานที่เป็นโรคใบไหม้แผลใหญ่อย่างรุนแรงจะทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝักมีขนาดเล็ก บิดเบี้ยว
การป้องกันกำจัด
เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ ตั้งแต่ระยะที่ข้าวโพดยังเล็ก ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรงเมื่อพบข้าวโพดเริ่มแสดงอาการให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้
- โพรพิโคนาโซล (propiconazole) อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร
- อะซอกซี่สะโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล (azoxystrobin+difenoconazole) ซึ่งเป็นสารผสมสำเร็จรูปแล้ว อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
- คาร์เบนดาซิม +อีพอกซี่โคนาโซล (carbendazim+epoxyconazole) ซึ่งเป็นสารผสมสำเร็จรูปแล้วอัตรา 25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร
โดยพ่น 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค โดยไม่มีสารตกค้างในผลผลิต ข้าวโพดหวานให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,675-3,040 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐาน 1,399-1507 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐานสูงกว่าการไม่ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชถึง 89 เปอร์เซ็นต์
โดยมีต้นทุนสารป้องกันกำจัดโรคพืช 173-369 บาทต่อไร่ รายได้ 10,700 บาทต่อไร่ รายได้สุทธิ 7,251-8,913 บาทต่อไร่
อย่างไรก็ตามในการป้องกันกำจัดโรคใบไหม้แผลใหญ่เกษตรกรควรใช้วิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน หรือใช้พันธุ์ต้านทาน เพื่อให้การปลูกข้าวโพดหวานมีความยั่งยืน
เมื่อข้าวโพดเป็นโรคใบจะเกิดแผลขนาดใหญ่สีเทา หรือสีน้ำตาล แผลมีลักษณะยาวตามใบ หัวท้ายเรียวคล้ายรูปกระสวย แผลจะเกิดที่ใบล่างก่อนแล้วลามขึ้นสู่ใบบน ข้าวโพดหวานพันธุ์อ่อนแอจะแสดงอาการของโรคอย่างรุนแรงโดยแผลขยายรวมกันมีขนาดใหญ่ ทำให้ใบไหม้และแห้งตายในที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดแผลที่กาบใบ ลำต้น และฝักได้ด้วย ต้นข้าวโพดหวานที่เป็นโรคใบไหม้แผลใหญ่อย่างรุนแรงจะทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝักมีขนาดเล็ก บิดเบี้ยว
ภาพที่ 1 เชื้อราสาเหตุโรคใบไหม้แผลใหญ่ Exserohilum turcicum
ภาพที่ 2 อาการเริ่มแรกของโรค เกิดแผลฉ่ำน้ำสีเทา
ภาพที่ 3 ระยะต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
ภาพที่ 4 ข้าวโพดพันธุ์อ่อนแอ แผลขยายใหญ่ลามติดกัน ทำให้ใบไหม้
ภาพที่ 5 ต้นข้าวโพดที่เป็นโรคใบไหม้แผลใหญ่
ภาพที่ 6 ข้าวโพดที่เริ่มเป็นโรคตั้งแต่ระยะแรกของการเจริญเติบโต ทำให้ฝักไม่สมบูรณ์
การป้องกันกำจัด
เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ ตั้งแต่ระยะที่ข้าวโพดยังเล็ก ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรงเมื่อพบข้าวโพดเริ่มแสดงอาการให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้
- โพรพิโคนาโซล (propiconazole) อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร
- อะซอกซี่สะโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล (azoxystrobin+difenoconazole) ซึ่งเป็นสารผสมสำเร็จรูปแล้ว อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
- คาร์เบนดาซิม +อีพอกซี่โคนาโซล (carbendazim+epoxyconazole) ซึ่งเป็นสารผสมสำเร็จรูปแล้วอัตรา 25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร
โดยพ่น 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค โดยไม่มีสารตกค้างในผลผลิต ข้าวโพดหวานให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,675-3,040 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐาน 1,399-1507 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐานสูงกว่าการไม่ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชถึง 89 เปอร์เซ็นต์
โดยมีต้นทุนสารป้องกันกำจัดโรคพืช 173-369 บาทต่อไร่ รายได้ 10,700 บาทต่อไร่ รายได้สุทธิ 7,251-8,913 บาทต่อไร่
อย่างไรก็ตามในการป้องกันกำจัดโรคใบไหม้แผลใหญ่เกษตรกรควรใช้วิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน หรือใช้พันธุ์ต้านทาน เพื่อให้การปลูกข้าวโพดหวานมีความยั่งยืน
10 พฤศจิกายน 2558
อ้อยพันธุ์ใหม่ของกรมวิชาการเกษตร
ในปี 2559 การลดต้นทุนการผลิต เป็นวาระของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทุกคนต้องดำเนินการอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การใช้พืชพันธุ์ดีในการเพาะปลูก จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้
อ้อยพันธุ์อู่ทอง 14 และ พันธุ์อู่ทอง 15
ได้รับการรับรองเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร
ดำเนินการวิจัยโดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 กรมวิชาการเกษตร
อ้อยเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญพืชหนึ่งของประเทศไทย สามารถใช้ผลิตน้ำตาลและเอทานอลได้ พื้นที่ปลูกอ้อยทั้งประเทศมีประมาณ 9.5 ล้านไร่
เกษตรกรสามารถผลิตอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลได้มากกว่า 100 ล้านตัน (เฉลี่ย 10.54 ตัน/ไร่) มีความหวานเฉลี่ย 11.64 ซีซีเอส
สามารถผลิตเป็นน้ำตาลได้
100.28
กิโลกรัมน้ำตาล/ตันอ้อย โดยมีการผลิตจากภาคเหนือ 25% ภาคกลาง 30% ภาคตะวันออก 5% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 40%
โดยเฉลี่ยในภาคเหนือ
ภาคกลาง ภาคตะวันออก ยังมีผลผลิตอ้อยและน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เนื่องจากขาดการจัดการที่ดีในไร่อ้อยและขาดพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น พันธุ์อ้อยแต่ละพันธุ์เกษตรกรสามารถใช้ปลูกได้ประมาณ 6-10
ปี เพราะโรคและแมลงศัตรูอ้อยมีมาก งานวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยให้เหมาะสมกับแหล่งปลูกในภาคเหนือ
ภาคกลางและตะวันออก จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
พันธุ์อ้อยที่เกษตรกรใช้ปลูกกันในปัจจุบันมีเพียงไม่กี่พันธุ์
แต่ละพันธุ์ไม่มีความเฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ปลูก
เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีปัจจัยที่แตกต่างกัน ทั้งสภาพดิน
สภาพอากาศหรือแหล่งน้ำ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรีตระหนักว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับพื้นที่ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2537
จนได้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกอ้อยของแต่ละภูมิภาค
อ้อยพันธุ์อู่ทอง 14
หากพิจารณาในด้านสภาพดิน
สภาพดินด่างเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก ซึ่งการปลูกอ้อยที่ไม่เหมาะสมกับดินด่างจะทำให้พันธุ์อ้อยมีการเจริญเติบโตต่ำ
จึงได้มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยพันธุ์อู่ทอง 14
เพื่อให้สามารถเจริญเติบโตได้ดี
ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพความหวานสูงในพื้นที่ดังกล่าว
อ้อยพันธุ์อู่ทอง 14 (94-2-106) เป็นลูกผสมของพันธุ์แม่ 84-2-646
กับพันธุ์พ่ออู่ทอง 3
ดำเนินการผสมพันธุ์ตั้งแต่ปี 2537 ทำการคัดเลือกปลูกเปรียบเทียบ ทดสอบพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้อ้อยพันธุ์อู่ทอง 14
ในปี 2556
ลักษณะเด่น
สามารถเจริญเติบโตได้ดีพื้นที่ดินด่างที่มีค่า pH 7.5-8.1
ปลูกได้ผลผลิตดีในเขตน้ำฝน
มีความต้านทานโรคเหี่ยวเน่าแดงปานกลาง
จากผลการทดสอบพันธุ์เมื่อปลูกอ้อยพันธุ์อู่ทอง 14 ในพื้นที่ดินด่างที่มีค่า pH 7.8 จะให้ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย 21.19 ตัน/ไร่ ผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย 3.34 ตันซีซีเอส/ไร่
หากปลูกในชุดดินตาคลีที่มีค่า pH 8.1 อ้อยพันธุ์อู่ทอง 14 จะให้ผลผลิตน้ำหนัก 17.1 ตัน/ไร่ในอ้อยปลูก และ 11 ตัน/ไร่ในอ้อยตอ 1 สำหรับการปลูกในดินชุดลำนารายณ์ที่มีค่า pH 8.0 ในกรณีที่ไม่มีการปรับปรุงดินจะให้ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย 27.32 ตัน/ไร่ แต่หากมีการปรับปรุงดินด้วยการใส่กำมะถันผงในอ้อยปลูก จะให้ผลผลิตน้ำหนัก 28.64 ตัน/ไร่
หากปลูกในชุดดินตาคลีที่มีค่า pH 8.1 อ้อยพันธุ์อู่ทอง 14 จะให้ผลผลิตน้ำหนัก 17.1 ตัน/ไร่ในอ้อยปลูก และ 11 ตัน/ไร่ในอ้อยตอ 1 สำหรับการปลูกในดินชุดลำนารายณ์ที่มีค่า pH 8.0 ในกรณีที่ไม่มีการปรับปรุงดินจะให้ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย 27.32 ตัน/ไร่ แต่หากมีการปรับปรุงดินด้วยการใส่กำมะถันผงในอ้อยปลูก จะให้ผลผลิตน้ำหนัก 28.64 ตัน/ไร่
ปัจจุบันพื้นที่ปลูกอ้อยที่อยู่ในชุดดินตาคลี ซึ่งมีประมาณ
300,000 ไร่
เมื่อเกษตรกรนำอ้อยพันธุ์อู่ทอง
14
ไปปลูกในพื้นที่ ทำได้ผลผลิตสูงขึ้นประมาณ
2 ตัน/ไร่ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 600
ล้านบาทต่อปี
พื้นที่แนะนำ
ควรปลูกอ้อยพันธุ์อู่ทอง 14 ในพื้นที่ปลูกปลายฝนเขตน้ำฝน จังหวัดนครสวรรค์ บุรีรัมย์
ขอนแก่น และในพื้นที่ต้นฝน จังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี
กาญจนบุรี
อ้อยพันธุ์อู่ทอง 15
อ้อยพันธุ์อู่ทอง 15 ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตน้ำฝน
ซึ่งหากพิจารณาจากสภาพแหล่งน้ำที่ใช้ในการปลูกอ้อย สามารถแบ่งออกเป็น 3
สภาพ คือ
1. การปลูกอ้อยโดยใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว
2. การปลูกอ้อยโดยมีการใช้น้ำบนดินและใต้ดินเสริม
3. การปลูกอ้อยในเขตชลประทาน
ซึ่งปลูกอ้อยที่ใช้ปลูกในสภาพพื้นที่แตกต่างกันย่อมต้องเป็นพันธุ์ที่แตกต่างกันด้วย
1. การปลูกอ้อยโดยใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว
2. การปลูกอ้อยโดยมีการใช้น้ำบนดินและใต้ดินเสริม
3. การปลูกอ้อยในเขตชลประทาน
ซึ่งปลูกอ้อยที่ใช้ปลูกในสภาพพื้นที่แตกต่างกันย่อมต้องเป็นพันธุ์ที่แตกต่างกันด้วย
พื้นที่ปลูกอ้อยของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน 80%
โดยสภาพทั่วไปของอ้อยที่ปลูกในเขตอาศัยน้ำฝน ต้นอ้อยจะเตี้ยมีการพัฒนาอ้อยให้เป็นลำเก็บเกี่ยวต่ำ ไม่สามารถไว้ตอได้
จากการดำเนินการปรับปรุงพันธุ์อ้อยที่ผ่านมาของสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี
ได้แนะนำพันธุ์อ้อยให้เกษตรกรปลูกในพื้นที่เขตใช้น้ำฝนหลายพันธุ์ เช่น
ขอนแก่น 1 ขอนแก่น 80 ขอนแก่น
3 อู่ทอง 5
สุพรรณบุรี 80 อู่ทอง
13
แต่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของอ้อยในแต่ละแหล่งยังไม่คงที่และต่ำอยู่
การปลูกอ้อยในสภาพใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียวจะต้องเป็นพันธุ์อ้อยที่มีการย่างปล้องและยืดปล้องเร็ว เพื่อให้มีจำนวนลำอ้อยเก็บเกี่ยวได้และไว้ตอได้
อ้อยพันธุ์อู่ทอง 15 (94-2-254) เป็นลูกผสมตัวเองของพันธุ์อู่ทอง 2
เมื่อปี 2537 จากนั้นดำเนินการคัดเลือก ปลูกเปรียบเทียบ ทดสอบพันธุ์อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้อ้อยพันธุ์อู่ทอง 15
ในปี 2557
ลักษณะเด่น ให้ผลผลิตสูง ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย 16.97
ตัน/ไร่ ผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย 2.47 ตันซีซีเอส/ไร่
แต่หากปลูกในฤดูปลายฝนเขตน้ำฝนจะได้ผลผลิตสูงกว่าประมาณ 1
ตัน/ไร่ โดยจะได้ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย 17.91
ตัน/ไร่
แต่ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำขัง
และระวังโรคเหี่ยวเน่าแดงระบาด
พื้นที่แนะนำ
ควรปลูกอ้อยพันธุ์อู่ทอง 15 ในดินร่วนปนทราย จังหวัดเพชรบุรี กาญจนบุรี
สุพรรณบุรี
หรือในฤดูปลายฝนเขตน้ำฝน
จังหวัดบุรีรัมย์ ขอนแก่น นครราชสีมา
ชลบุรี หรือในฤดูต้นฝนเขตน้ำฝน จังหวัดลพบุรี
กาญจนบุรี
การปรับปรุงพันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตร
นักวิจัยยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพืชหลายชนิดจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลานานในการปรับปรุงพันธุ์
เพื่อให้เหมาะสมตรงตามความต้องการของเกษตรกร
การใช้พันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากช่วยเพิ่มผลผลิต
และลดโอกาสในการสูญเสียผลผลิตจากการเจริญเติบโตด้วยปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวย
สอบถามรายละเอียด
: ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี
โทร. 035-551543, 035-551433
โทร. 035-551543, 035-551433
ที่มา:
น.ส.พ. กสิกร ฉบับที่ 5 กันยายน-ตุลาคม 2558 หน้า 38-40
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











































