13 พฤศจิกายน 2558

โรคใบไหม้แผลใหญ่ในข้าวโพด

ในสภาพที่มีความชื้นสูงและอากาศเย็นลง มักพบการระบาดของโรคใบไหม้แผลใหญ่รุนแรงในข้าวโพดหวานที่ปลูกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดติดต่อกันหลายฤดู  เกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดหวาน ควรหมั่นสังเกตุอาการผิดปกติหลังจากที่พืชงอกขึ้นมา

เมื่อข้าวโพดเป็นโรคใบจะเกิดแผลขนาดใหญ่สีเทา หรือสีน้ำตาล แผลมีลักษณะยาวตามใบ หัวท้ายเรียวคล้ายรูปกระสวย แผลจะเกิดที่ใบล่างก่อนแล้วลามขึ้นสู่ใบบน ข้าวโพดหวานพันธุ์อ่อนแอจะแสดงอาการของโรคอย่างรุนแรงโดยแผลขยายรวมกันมีขนาดใหญ่ ทำให้ใบไหม้และแห้งตายในที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดแผลที่กาบใบ ลำต้น และฝักได้ด้วย ต้นข้าวโพดหวานที่เป็นโรคใบไหม้แผลใหญ่อย่างรุนแรงจะทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝักมีขนาดเล็ก บิดเบี้ยว
ภาพที่ 1 เชื้อราสาเหตุโรคใบไหม้แผลใหญ่ Exserohilum turcicum

ภาพที่ 2 อาการเริ่มแรกของโรค เกิดแผลฉ่ำน้ำสีเทา

ภาพที่ 3 ระยะต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล 

ภาพที่ 4 ข้าวโพดพันธุ์อ่อนแอ แผลขยายใหญ่ลามติดกัน ทำให้ใบไหม้


ภาพที่ 5 ต้นข้าวโพดที่เป็นโรคใบไหม้แผลใหญ่


ภาพที่ 6 ข้าวโพดที่เริ่มเป็นโรคตั้งแต่ระยะแรกของการเจริญเติบโต ทำให้ฝักไม่สมบูรณ์



การป้องกันกำจัด
เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ ตั้งแต่ระยะที่ข้าวโพดยังเล็ก ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรงเมื่อพบข้าวโพดเริ่มแสดงอาการให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้

- โพรพิโคนาโซล (propiconazole) อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร
- อะซอกซี่สะโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล (azoxystrobin+difenoconazole) ซึ่งเป็นสารผสมสำเร็จรูปแล้ว อัตรา 15 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
- คาร์เบนดาซิม +อีพอกซี่โคนาโซล (carbendazim+epoxyconazole) ซึ่งเป็นสารผสมสำเร็จรูปแล้วอัตรา 25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร

โดยพ่น 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 สัปดาห์ มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรค โดยไม่มีสารตกค้างในผลผลิต ข้าวโพดหวานให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,675-3,040 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐาน 1,399-1507 กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือกมาตรฐานสูงกว่าการไม่ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชถึง 89 เปอร์เซ็นต์

โดยมีต้นทุนสารป้องกันกำจัดโรคพืช 173-369 บาทต่อไร่ รายได้ 10,700 บาทต่อไร่ รายได้สุทธิ 7,251-8,913 บาทต่อไร่

อย่างไรก็ตามในการป้องกันกำจัดโรคใบไหม้แผลใหญ่เกษตรกรควรใช้วิธีการอื่นร่วมด้วย เช่น การปลูกพืชหมุนเวียน หรือใช้พันธุ์ต้านทาน เพื่อให้การปลูกข้าวโพดหวานมีความยั่งยืน

10 พฤศจิกายน 2558

อ้อยพันธุ์ใหม่ของกรมวิชาการเกษตร

ในปี  2559  การลดต้นทุนการผลิต  เป็นวาระของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ที่ทุกคนต้องดำเนินการอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น  มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  การใช้พืชพันธุ์ดีในการเพาะปลูก  จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้

อ้อยพันธุ์อู่ทอง 14 และ พันธุ์อู่ทอง 15 ได้รับการรับรองเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร  ดำเนินการวิจัยโดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี  สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 กรมวิชาการเกษตร

อ้อยเป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญพืชหนึ่งของประเทศไทย  สามารถใช้ผลิตน้ำตาลและเอทานอลได้  พื้นที่ปลูกอ้อยทั้งประเทศมีประมาณ  9.5 ล้านไร่  เกษตรกรสามารถผลิตอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลได้มากกว่า  100 ล้านตัน (เฉลี่ย 10.54 ตัน/ไร่)  มีความหวานเฉลี่ย 11.64  ซีซีเอส  สามารถผลิตเป็นน้ำตาลได้  100.28  กิโลกรัมน้ำตาล/ตันอ้อย  โดยมีการผลิตจากภาคเหนือ  25ภาคกลาง  30%  ภาคตะวันออก 5%  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  40%

โดยเฉลี่ยในภาคเหนือ  ภาคกลาง  ภาคตะวันออก  ยังมีผลผลิตอ้อยและน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ต่ำ  เนื่องจากขาดการจัดการที่ดีในไร่อ้อยและขาดพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น  พันธุ์อ้อยแต่ละพันธุ์เกษตรกรสามารถใช้ปลูกได้ประมาณ  6-10  ปี  เพราะโรคและแมลงศัตรูอ้อยมีมาก งานวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยให้เหมาะสมกับแหล่งปลูกในภาคเหนือ  ภาคกลางและตะวันออก จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

พันธุ์อ้อยที่เกษตรกรใช้ปลูกกันในปัจจุบันมีเพียงไม่กี่พันธุ์  แต่ละพันธุ์ไม่มีความเฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ปลูก  เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีปัจจัยที่แตกต่างกัน  ทั้งสภาพดิน  สภาพอากาศหรือแหล่งน้ำ  ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรีตระหนักว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับพื้นที่ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี  2537  จนได้พันธุ์อ้อยที่เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกอ้อยของแต่ละภูมิภาค

            อ้อยพันธุ์อู่ทอง  14
หากพิจารณาในด้านสภาพดิน  สภาพดินด่างเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก  ซึ่งการปลูกอ้อยที่ไม่เหมาะสมกับดินด่างจะทำให้พันธุ์อ้อยมีการเจริญเติบโตต่ำ  จึงได้มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์อ้อยพันธุ์อู่ทอง  14  เพื่อให้สามารถเจริญเติบโตได้ดี  ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพความหวานสูงในพื้นที่ดังกล่าว

อ้อยพันธุ์อู่ทอง 14  (94-2-106)  เป็นลูกผสมของพันธุ์แม่  84-2-646  กับพันธุ์พ่ออู่ทอง 3  ดำเนินการผสมพันธุ์ตั้งแต่ปี 2537  ทำการคัดเลือกปลูกเปรียบเทียบ  ทดสอบพันธุ์อย่างต่อเนื่อง  จนกระทั่งได้อ้อยพันธุ์อู่ทอง  14  ในปี  2556




ลักษณะเด่น  สามารถเจริญเติบโตได้ดีพื้นที่ดินด่างที่มีค่า  pH 7.5-8.1  ปลูกได้ผลผลิตดีในเขตน้ำฝน  มีความต้านทานโรคเหี่ยวเน่าแดงปานกลาง

จากผลการทดสอบพันธุ์เมื่อปลูกอ้อยพันธุ์อู่ทอง  14  ในพื้นที่ดินด่างที่มีค่า pH 7.8 จะให้ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย 21.19 ตัน/ไร่ ผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย 3.34 ตันซีซีเอส/ไร่

หากปลูกในชุดดินตาคลีที่มีค่า pH 8.1 อ้อยพันธุ์อู่ทอง 14 จะให้ผลผลิตน้ำหนัก  17.1  ตัน/ไร่ในอ้อยปลูก  และ  11   ตัน/ไร่ในอ้อยตอ 1  สำหรับการปลูกในดินชุดลำนารายณ์ที่มีค่า  pH 8.0  ในกรณีที่ไม่มีการปรับปรุงดินจะให้ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย 27.32 ตัน/ไร่ แต่หากมีการปรับปรุงดินด้วยการใส่กำมะถันผงในอ้อยปลูก  จะให้ผลผลิตน้ำหนัก  28.64  ตัน/ไร่

ปัจจุบันพื้นที่ปลูกอ้อยที่อยู่ในชุดดินตาคลี  ซึ่งมีประมาณ  300,000  ไร่  เมื่อเกษตรกรนำอ้อยพันธุ์อู่ทอง  14  ไปปลูกในพื้นที่ ทำได้ผลผลิตสูงขึ้นประมาณ  2  ตัน/ไร่  ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ  600  ล้านบาทต่อปี

พื้นที่แนะนำ  ควรปลูกอ้อยพันธุ์อู่ทอง  14  ในพื้นที่ปลูกปลายฝนเขตน้ำฝน  จังหวัดนครสวรรค์  บุรีรัมย์  ขอนแก่น  และในพื้นที่ต้นฝน  จังหวัดเพชรบูรณ์  ลพบุรี  กาญจนบุรี

            อ้อยพันธุ์อู่ทอง  15
อ้อยพันธุ์อู่ทอง  15  ได้รับการปรับปรุงเพื่อให้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตน้ำฝน  ซึ่งหากพิจารณาจากสภาพแหล่งน้ำที่ใช้ในการปลูกอ้อย  สามารถแบ่งออกเป็น  3  สภาพ คือ 
1. การปลูกอ้อยโดยใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว  
2. การปลูกอ้อยโดยมีการใช้น้ำบนดินและใต้ดินเสริม  
3.  การปลูกอ้อยในเขตชลประทาน
ซึ่งปลูกอ้อยที่ใช้ปลูกในสภาพพื้นที่แตกต่างกันย่อมต้องเป็นพันธุ์ที่แตกต่างกันด้วย

พื้นที่ปลูกอ้อยของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในเขตอาศัยน้ำฝน  80%  โดยสภาพทั่วไปของอ้อยที่ปลูกในเขตอาศัยน้ำฝน ต้นอ้อยจะเตี้ยมีการพัฒนาอ้อยให้เป็นลำเก็บเกี่ยวต่ำ  ไม่สามารถไว้ตอได้

จากการดำเนินการปรับปรุงพันธุ์อ้อยที่ผ่านมาของสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน  ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น  ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี  ได้แนะนำพันธุ์อ้อยให้เกษตรกรปลูกในพื้นที่เขตใช้น้ำฝนหลายพันธุ์  เช่น  ขอนแก่น 1 ขอนแก่น  80  ขอนแก่น  3  อู่ทอง  5  สุพรรณบุรี  80  อู่ทอง  13  แต่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของอ้อยในแต่ละแหล่งยังไม่คงที่และต่ำอยู่

การปลูกอ้อยในสภาพใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียวจะต้องเป็นพันธุ์อ้อยที่มีการย่างปล้องและยืดปล้องเร็ว  เพื่อให้มีจำนวนลำอ้อยเก็บเกี่ยวได้และไว้ตอได้

อ้อยพันธุ์อู่ทอง  15  (94-2-254) เป็นลูกผสมตัวเองของพันธุ์อู่ทอง  2  เมื่อปี  2537  จากนั้นดำเนินการคัดเลือก  ปลูกเปรียบเทียบ  ทดสอบพันธุ์อย่างต่อเนื่อง  จนกระทั่งได้อ้อยพันธุ์อู่ทอง  15  ในปี  2557




ลักษณะเด่น  ให้ผลผลิตสูง  ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย  16.97  ตัน/ไร่  ผลผลิตน้ำตาลเฉลี่ย  2.47 ตันซีซีเอส/ไร่  แต่หากปลูกในฤดูปลายฝนเขตน้ำฝนจะได้ผลผลิตสูงกว่าประมาณ  1  ตัน/ไร่  โดยจะได้ผลผลิตน้ำหนักเฉลี่ย  17.91  ตัน/ไร่  แต่ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีน้ำขัง  และระวังโรคเหี่ยวเน่าแดงระบาด

พื้นที่แนะนำ  ควรปลูกอ้อยพันธุ์อู่ทอง  15  ในดินร่วนปนทราย  จังหวัดเพชรบุรี  กาญจนบุรี  สุพรรณบุรี  หรือในฤดูปลายฝนเขตน้ำฝน  จังหวัดบุรีรัมย์  ขอนแก่น  นครราชสีมา  ชลบุรี  หรือในฤดูต้นฝนเขตน้ำฝน  จังหวัดลพบุรี  กาญจนบุรี

การปรับปรุงพันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตร  นักวิจัยยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งพืชหลายชนิดจำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลานานในการปรับปรุงพันธุ์  เพื่อให้เหมาะสมตรงตามความต้องการของเกษตรกร  การใช้พันธุ์พืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ปลูกเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิต  เนื่องจากช่วยเพิ่มผลผลิต  และลดโอกาสในการสูญเสียผลผลิตจากการเจริญเติบโตด้วยปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวย

สอบถามรายละเอียด :  ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุพรรณบุรี
โทร. 035-551543,  035-551433
ที่มา: น.ส.พ. กสิกร ฉบับที่ 5 กันยายน-ตุลาคม 2558 หน้า 38-40

23 เมษายน 2558

เสียงเกษตรกร : เกษตรกรได้อะไรจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง

ความเป็นมา
โครงการหมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสม นครสวรรค์ 3 ระยะที่ 2 ปี 2556-2558 ดำเนินการต่อเนื่องจากระยะที่ 1 (ปี 2553-2556 สนับสนุนโดย RDA สาธารณรัฐเกาหลี)

ได้รับการสนับสนุนจากเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง

ดำเนินการใน 5 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ตาก และสุโขทัย มีเกษตรกร 43-97 ราย  ใน 28-40 หมู่บ้าน

ผลิตเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ 150-320 ไร่ ได้เมล็ดพันธุ์รวม 97 ตัน มูลค่า 6.8 ล้านบาท เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม 3.3 ล้านบาท ลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ร้อยละ 40

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2557 ได้จัดเสวนาหัวข้อเรื่อง “เกษตรกรได้อะไร...จากการผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง” เรามาฟังเสียงเกษตรกรต้นแบบทั้ง 4 ท่านในวันนั้นว่า ท่านมีความคิดเห็นกันอย่างไร

คุณสีมูล  ติ๊บวงศ์ เกษตรกรต้นแบบจังหวัดตาก
  “ปีแรกได้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์น้อย แต่ได้พัฒนาเทคนิคจนได้ผลผลิตสูงขึ้น กระผมได้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตเอง มั่นใจในคุณภาพช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ขณะนี้รวมกลุ่มกันได้ 15 คน จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนบ้านแม่กาษาโพธิ์เงิน ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดนครสวรรค์ 3 เพื่อใช้ในกลุ่ม จะใช้เครื่องหมายการค้า ตราน้ำพุ”

คุณธานินทร์  เครือขวัญ เกษตรกรต้นแบบจังหวัดเพชรบูรณ์ 
“ได้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดีใช้และลดต้นทุนมั่นใจในคุณภาพเมล็ดพันธุ์มากเพราะทำเอง ผมภูมิใจที่ได้เป็นเกษตรกรต้นแบบเพราะจบชั้น ป.4 แต่สามารถถ่ายทอดความรู้เป็นวิทยากรให้ สปก.และแก้ปัญหาให้กับเพื่อบ้านที่สนใจ ขณะนี้ได้ใบอนุญาตเป็นผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่ายแล้ว จะใช้เครื่องหมายการค้า ตรามะขาม”

คุณสุวรรณ  นิ่มสวน  เกษตรกรต้นแบบจังหวัดนครสวรรค์
  “เมื่อเริ่มโครงการใหม่ ๆ มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยแต่ผมไม่เคยท้อ จนขณะนี้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ และได้เป็นเกษตรกรต้นแบบแนะนำการปลูกแก่เพื่อนบ้าน และพื้นที่ใกล้เคียงรวมทั้งผู้ที่มาดูงานจากประเทศลาว กัมพูชา และภูฏาน จึงนับว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”

คุณสุกฤษฏิ์  ใจพรมเมือง  เกษตรกรต้นแบบจังหวัดตาก
 “ ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ต่อไร่ยังไม่สูงนัก จึงเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อและจำหน่าย บางที่ปลูกต่อ 12 ไร่ ได้ข้าวโพดถึง 13 ตัน เพื่อนบ้านจึงสนใจขนาดสั่งจองเมล็ดพันธุ์ ข้อดีคือ ได้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตเองไว้ใช้ ได้ความรู้ และประสบการณ์ ที่สำคัญคือ ความภาคภูมิใจในการเป็นผู้ให้ทั้งความรู้และอาชีพแก่เพื่อนบ้านและเกษตรกรที่สนใจ”

ติดต่อรายละเอียดได้ที่ :
สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0 2579 3930-2 โทรสาร : 0 2579 0604
E-mail:fcri@doa.in.th
สนับสนุนโครงการโดย  เงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตร และศูนย์โคเปีย ประจำประเทศไทย

21 เมษายน 2558

เตือนภัย...การระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง

ช่วงฤดูแล้ง หรือในระยะที่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน เป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง เกษตรกรควรหมั่นสังเกตพืชในแปลงปลูกของตน  เมื่อพบการระบาดจะได้ป้องกันกำจัดด้วยวิธีการที่เหมาะสม

ลักษณะของเพลี้ยแป้งและการทำลาย
เพลี้ยแป้งเป็นแมลงจำพวกปากดูด มีลักษณะเด่นคือ ลำตัวมีสีขาวคล้ายแป้งปกคลุม  ไม่มีปีก จะเกาะกลุ่มดูดกินน้ำเลี้ยงอยู่ตามส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ใบ ยอด ตา  ทำให้มันสำปะหลังเจริญเติบโตไม่เต็มที่  ลำต้นมีข้อถี่ ใบแตกพุ่ม ยอดเป็นกระจุก ต้นแห้งตาย  ถ้าเข้าทำลายขณะมันสำปะหลังยังเล็กจะมีผลต่อการลงหัว

การแพร่ระบาด
เพลี้ยแป้งพบได้ทั่วไป  ทำลายพืชได้หลายชนิด  แพร่กระจายโดยลม  ฝน  มดและติดไปกับท่อนพันธุ์  การระบาดของเพลี้ยแป้งจะรุนแรงมากเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้งและมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 70%   เพลี้ยแป้งสามารถเพิ่มปริมาณได้อย่างรวดเร็ว  ดังนั้น การป้องกันกำจัดต้องทำตั้งแต่เนิ่น ๆ ไม่ให้เพลี้ยแป้งเพิ่มปริมาณแพร่ระบาดขยายออกไปในวงกว้างซึ่งยากต่อการกำจัด

แนวทางในการป้องกันกำจัด
1.วิธีเขตกรรม
- ควรไถพรวนหลายๆ ครั้ง และตากดินอย่างน้อย 14 วัน
- เลือกท่อนพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเพลี้ยแป้ง ไม่ควรใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่พบเพลี้ยแป้งระบาด
- ถอนต้น หรือตัดส่วนที่พบเพลี้ยแป้งมากๆ ใส่ถุง แล้วเผาทำลายนอกแปลง
- ทำความสะอาดแปลง เก็บวัชพืช ซากพืช ออกจากแปลงหลังการเก็บเกี่ยว

2.ใช้ชีววิธี
ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยแป้ง ได้แก่ ด้วงเต่า แมลงช้างปีกใส แตนเบียน
- การใช้แตนเบียน Anagyrus lopezi ในการควบคุมเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู เมื่อพบการระบาดให้ปล่อยแตนเบียน อัตรา 50 คู่ต่อไร่ พื้นที่ระบาดรุนแรงให้ปล่อย 200 คู่ต่อไร่ งดใช้สารฆ่าแมลงหลังปล่อยแตนเบียน 

*** เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ สามารถติดต่อขอรับแตนเบียนได้ สอบถามเพิ่มเติม โทร.056-241019 ในวัน/เวลาราชการ ***

3.การใช้สารฆ่าแมลง
- ชุบท่อนพันธุ์ด้วยสารฆ่าแมลง ไทอะมีโทแซม 25% WG หรือ อิมิดาโคลพริด 70% WG
   อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งที่ติดมากับท่อนพันธุ์
- พ่นด้วยสารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งดังต่อไปนี้
             - ไทอะมีโทแซม  25% WG    อัตรา   4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร 
             - โปรไทโอฟอส   50% EC     อัตรา  50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
             - พิริมิฟอสเมทิล 50% EC      อัตรา  50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
             - ไดโนทีฟูแรน    10% WP     อัตรา  20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    หรือใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งลดอัตราลงครึ่งหนึ่งผสมกับไวท์ออยล์ อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร โดยผสมไวท์ออยล์ในน้ำเพียงเล็กน้อยใช้ไม้กวนให้เข้ากัน  เติมสารฆ่าแมลงแล้วเติมน้ำให้ครบที่กำหนด

ภาพที่ 1 เพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู
ภาพที่ 2 ลักษณะการทำลายของเพลี้ยแป้ง
ภาพที่ 3 ศัตรูธรรมชาติ: ไข่ของแมลงช้างปีกใส
ภาพที่ 4 ศัตรูธรรมชาติ: ตัวเต็มวัยแมลงช้างปีกใส
ภาพที่ 5 ศัตรูธรรมชาติ: ตัวอ่อนด้วงเต่า
ภาพที่ 6 ศัตรูธรรมชาติ: ตัวเต็มวัยด้วงเต่า
ภาพที่ 7 ศัตรูธรรมชาติ: แตนเบียน Anagyrus lopezi

ภาพแมลงศัตรูธรรมชาติ : ดร.อัมพร วิโนทัย สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

เตือนภัย...การระบาดของไรแดงในมันสำปะหลัง

ช่วงนี้ของทุกๆ ปี มีสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง เหมาะสมต่อการระบาดของไรแดง ซึ่งเริ่มพบแล้วในหลายพื้นที่ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังควรหมั่นสำรวจแปลงปลูก หากพบการทำลายของไรแดงตั้งแต่เนิ่นๆ จะได้ป้องกันกำจัดทันก่อนที่จะมีการระบาดรุนแรงซึ่งสามารถทำความเสียหายต่อผลผลิต

ไรแดง เป็นศัตรูที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของมันสำปะหลัง ที่มักระบาดในฤดูแล้ง หรือ เมื่อฝนทิ้งช่วง โดยไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบทำให้สูญเสียคลอโรฟิลล์ หากระบาดรุนแรงจะเคลื่อนย้ายไปดูดกินบนยอดอ่อน สร้างเส้นใยปกคลุมใบและลำต้น ทำให้ผิวใบด้านบนเป็นจุดด่างประสีเหลืองซีด ยอดไหม้ ใบเหี่ยวแห้ง และร่วง หากเกษตรกรพ่นสารป้องกันกำจัดไรได้ทัน ก็จะสามารถยับยั้งการระบาดได้

ในสภาพธรรมชาติ แปลงมันสำปะหลังจะมีศัตรูธรรมชาติที่คอยทำลายแมลงศัตรูพืชอยู่มาก แต่ระยะที่ผ่านมาเริ่มมีการใช้สารเคมีในแปลงปลูกมันสำปะหลังมากขึ้น ทำให้ศัตรูธรรมชาติถูกทำลาย ประกอบกับปัจจัยด้านสภาพอากาศที่เหมาะสมต่อการระบาด จึงมีการทำลายของศัตรูพืช เช่น เพลี้ยแป้ง ไรแดง และแมลงหวี่ขาว รุนแรงมากขึ้น

กรณีที่ไรแดงระบาดรุนแรง กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้แนะนำชนิดและอัตราของสารฆ่าไรที่มีประสิทธิภาพในการกำจัด ดังนี้

- ไพริดาเบน (pyridaben) 20% ดับบลิวพี อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

- เฟนบูทาติน ออกไซด์ (fenbutatin oxide) 55% เอสซี อัตรา 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

- สไปโรมีซิเฟน (spiromesifen) 24% เอสซี อัตรา 6 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

- เตตราไดฟอน (tetradifon) 7.25% อีซี อัตรา 50 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร
- อามีทราซ (amitraz) 20% อีซี อัตรา 40 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร

ในการใช้สารฆ่าไร ไม่ควรพ่นชนิดเดียวกันติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง ควรสลับชนิดสารเพื่อป้องกันการต้านทานต่อสาร

ลักษณะการทำลายของไรแดง

ภาพที่ 1 อาการเริ่มแรกที่เกิดจากการทำลายของไรแดง ใบเกิดจุดประสีขาวโดยเฉพาะตามแนวเส้นกลางใบ

ภาพที่ 2 พลิกดูใต้ใบจะเห็นตัวไรแดง ลักษณะเป็นจุดแดงขนาดเล็ก

ภาพที่ 3 ไรแดงทำลายอย่างรุนแรง ใบเริ่มเป็นสีน้ำตาล

ภาพที่ 4 หากไม่มีการป้องกันกำจัดไรแดงที่เหมาะสม ทำให้มันสำปะหลังใบไหม้ แห้ง ต้นตาย

ข้อมูล:กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช

13 สิงหาคม 2557

โรครากเน่า หัวเน่า ระบาดหนักในไร่มันสำปะหลัง

เตือนภัยโรครากเน่าหัวเน่าในมันสำปะหลัง ขณะนี้พบการระบาดรุนแรงในพื้นที่ อ.เสิงสาง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กินพื้นที่ไปกว่า 10,000 ไร่

ดร.จรรยา มณีโชติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าโครงการวิจัยการบริหารจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการในมันสำปะหลัง ซึ่งได้ทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สวทช. บอกว่า จากการตรวจวินิจฉัย โดย นายรังษี เจริญสถาพร นักวิชาการโรคพืช กรมวิชาการเกษตร พบสาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อราไฟทอปธอรา (Phythopthora meadii) เป็นเชื้อราในดิน และเหง้ามันที่สามารถอยู่ได้ข้ามฤดู ซึ่งสามารถสร้างสปอร์ที่ว่ายน้ำได้ จึงแพร่ระบาดในหน้าฝนได้อย่างรวดเร็ว

มันสำปะหลังจะแสดงอาการตั้งแต่อายุ 3 เดือนขึ้นไป...โดยเชื้อจะเข้าสู่โคนต้นก่อน ทำให้เกิดอาการบวมพองและมีปุ่มรากที่โคนต้นเหนือผิวดิน จากนั้นเชื้อจะลามลงไปที่รากและก้านขั้วหัวมัน

ส่วนอาการเหนือดินสังเกตได้จากใบเริ่มซีดเหลือง จากนั้นใบล่างเริ่มแสดงอาการเหี่ยวและแห้งคาต้น เมื่อถอนต้นรากและหัวเน่า แต่ลำต้นยังเป็นปกติ เกษตรกรจึงตัดต้นไปขายเป็นท่อนพันธุ์ จึงทำให้เชื้อสามารถแพร่ขยายได้ในวงกว้าง...ยิ่งพื้นที่ อ.เสิงสาง และ อ.น้ำยืน เป็นแหล่งผลิตท่อนพันธุ์สำคัญของประเทศ ยิ่งทำให้เชื้อสามารถกระจายโรคไปสู่แหล่งปลูกจังหวัดอื่นๆ และประเทศเพื่อนบ้าน

“จากการลงพื้นที่สำรวจ เราพบปัจจัยการระบาดมาจากใช้พันธุ์ ซึ่งอ่อนแอต่อโรค ดินระบายน้ำไม่ดี การปลูกมันระยะชิดเกินไป รวมทั้งเมื่อขุดมันไปขาย มีการทิ้งเหง้าเป็นโรคไว้ในแปลง จึงกลายเป็นแหล่งสะสมโรค และการระบาดจะเกิดมากกับมันสำปะหลังพันธุ์ 89, ระยอง 11, ห้วยบง 60 และเกษตรศาสตร์ 50 แต่พันธุ์ระยอง 72 ที่ปลูกในแหล่งระบาดกลับไม่แสดงอาการของโรคให้เห็น”

วิธีแก้ปัญหา ดร.จรรยา บอกว่า จากการทดลองด้วยการนำท่อนพันธุ์ชุบด้วยสาร ฟอซีทิล อลูมินัม (fosetyl aluminium) ในอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 10 นาที เพื่อกำจัดโรคที่ติดมากับท่อนพันธุ์ และใช้สาร fosetyl aluminium ในอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นอายุ 3 เดือน ที่มีอาการใบเหลืองทุก 1 เดือน ติดต่อกัน 4 ครั้ง...สามารถลดจำนวนต้นเป็นโรคได้ 75%

ส่วนมาตรการป้องกัน...ควรปลูกพืชหมุนเวียนที่ไม่ใช่พืชอาศัยของเชื้อราไฟทอปธอรา เช่น ข้าวโพด อ้อย...หากต้องการปลูกมัน ควรปรับฤดูปลูกไปช่วงฤดูแล้ง เพื่อเก็บเกี่ยวได้ทันก่อนฝนตกชุก...หลังเก็บเกี่ยว เก็บเหง้า ตอ และต้นมันสำปะหลังออกจากแปลง และเผาเพื่อฆ่าเชื้อ

ไถระเบิดดินดานเพื่อให้ดินระบายน้ำดี...ควรปลูกแบบยกร่องตามแนวลาดเอียง เพื่อให้น้ำไหลออกได้เร็ว ไม่ขังในช่วงฤดูฝน...ใช้พันธุ์ทนทานต่อโรค ระยอง 72...ใช้ท่อนพันธุ์สะอาดจากแหล่งที่ไม่เป็นโรค หรือชุบท่อนพันธุ์ด้วยสาร fosetyl aluminium ก่อนปลูก สามารถแช่พร้อมกับสารป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งได้

ใช้ระยะปลูก 80× 100 ซม. เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง...ไม่ควรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพราะทำให้ดินสะสมความชื้นมากเอื้อต่อการเจริญของเชื้อรา และไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป จะทำให้ต้นเป็นโรคได้ง่าย

หากเกษตรกรสงสัยว่าพบโรครากเน่าหัวเน่า ติดต่อขอคำปรึกษาได้จาก คุณรังษี เจริญสถาพร สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน โทร.08-1874-1804.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/442798

เนื้อหา