12 พฤษภาคม 2551

แมลงศัตรูที่สำคัญของมันสำปะหลังในฤดูแล้ง

โดย ศิวิไล ลาภบรรจบ


มันสำปะหลังเป็นพืชที่มีพื้นที่ปลูกขยายมากขึ้นในปัจจุบัน บางพื้นที่ขาดท่อนพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ดีสำหรับปลูก เช่น เขตปลูกมันสำปะหลัง อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ ปัจจัยสำคัญที่เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกมันสำปะหลังคือมีราคาดี อีกทั้งการดูแลรักษาค่อนข้างง่าย มีการกำจัดวัชพืช และใส่ปุ๋ย หลังจากนั้นก็รอการเก็บเกี่ยว เว้นเสียแต่ว่าจะมีปัญหาอื่นๆ เช่น เรื่องสารกำจัดวัชพืชจากไร่อ้อย หรือมีการระบาดของแมลงอย่างรุนแรง ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง

ปัญหาที่มักจะพบเมื่อถึงฤดูแล้ง หรือระยะที่ฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน เกษตรกรอาจประสบกับปัญหาในด้านการระบาดของแมลงศัตรู ซึ่งมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ความเสียหายที่จะเกิดกับมันสำปะหลังขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ฝนแล้ง หรืออายุพืช
ชนิดของแมลงศัตรูที่พบระบาดในหน้าแล้ง ได้แก่ เพลี้ยแป้ง แมลงหวี่ขาว และไรแดง
  • เพลี้ยแป้งลาย

เพลี้ยแป้งลาย (Striped Mealybug, Firrisia virgata Cockerell) เป็นแมลงปากดูด ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ดูดกินน้ำเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ใบ ยอด และส่วนตา

ลักษณะของเพลี้ยแป้ง

ตัวเต็มวัย มีลักษณะตัวบนหลังและด้านข้างมีแป้งปกคลุมมาก มีทั้งชนิดอกลูกเป็นไข่ และออกลูกเป็นตัว

ลักษณะการทำลาย


เพลี้ยแป้งถ่ายมูลของเหลวทำให้เกิดราดำ (Sooty Mold) บนใบและส่วนอื่นๆ ของต้นพืช ซึ่งมีผลให้พืชสังเคราะห์แสงได้น้อย การดูดกินน้ำเลี้ยงของเพลี้ยแป้งทำให้การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ลำต้นมีช่วงข้อถี่ ยอดและใบบิดเบี้ยว ยอดแห้งตาย หรือยอดแตกพุ่ม และอาจมีผลกระทบต่อการสร้างหัวหากพืชยังเล็ก ลำต้นมันสำปะหลังที่มีราดำขึ้นปกคลุมเมื่อนำไปใช้เป็นท่อนพันธุ์อาจทำให้ความงอกลดลง
การแพร่ระบาด
เพลี้ยแป้งจะแพร่กระจายตามลำต้น ซอกใบ ใต้ใบมันสำปะหลัง ปริมาณจะเพิ่มขึ้นจนเต็มข้อ ตามลำต้น ส่วนใบ ส่วนยอด เพลี้ยแป้งชนิดออกลูกจะเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าชนิดวางไข่ หากสภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน จะขยายปริมาณอย่างรวดเร็ว ตัวอ่อนวัย 1 เป็นวัยที่เคลื่อนย้ายไปตามส่วนต่าง ๆ ของพืช เป็นวัยสำคัญในการแพร่กระจายไปสู่บริเวณพื้นที่อื่น โดยการติดไปกับท่อนพันธุ์หรือกระแสลม

มันสำปะหลังพันธุ์แนะนำ เช่น ระยอง 90 ไม่มีการทำลายของเพลี้ยแป้งในระดับที่ความเสียหาย
แนวทางในการป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง
1. หลีกเลี่ยงการปลูกมันสำปะหลังในช่วงที่พืชยังเล็กจะกระทบกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายปริมาณเพลี้ยแป้ง ใช้พันธุ์ที่ทางรัฐบาลแนะนำ
2. เก็บส่วนของพืชที่มีเพลี้ยแป้งออกจากแปลง เผาหรือทำลาย และทำความสะอาดแปลงเก็บวัชพืช ซากพืช ออกจากแปลงหลังเก็บเกี่ยวแล้ว
3. เพลี้ยแป้งมีศัตรูธรรมชาติ ทั้งแมลงเบียนและแมลงห้ำคอยควบคุมปริมาณเพลี้ยแป้งให้อยู่ในระดับสมดุลอยู่แล้วในสภาพปกติ
4. ควรใช้สารฆ่าแมลงเมื่อมีการระบาดของเพลี้ยแป้งอย่างรุ่นแรง พืชเริ่มแสดงอาการถูกทำลาย พ่นเฉพาะบริเวณที่พบแมลง ระยะที่เหมาะสมเป็นระยะที่เพลี้ยแป้งอยู่ในวัยที่ 1-2 เนื่องจากยังไม่มีแป้งเกาะตามลำตัว เพราะแป้งจะเป็นเกราะกำบังสารฆ่าแมลงได้อย่างดี พ่นเฉพาะบริเวณที่พบแมลงเท่านั้น
  • แมลงหวี่ขาว

แมลงหวี่ขาว Bemisia tabaci (Aleyrodidae : Homoptera)
ทำลายพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด การระบาดตลอดทั้งปี และระบาดรุนแรงในฤดูแล้ง และต้นฤดูฝน ซึ่งมีอากาศร้อน แห้งแล้ง

ลักษณะของแมลงหวี่ขาว

ลักษณะของแมลงหวี่ขาวตัวเต็มวัยเป็นแมลงขนาดเล็ก ลำตัวสีเหลืองหรือสีขาว มีปีก 1 คู่ เคลื่อนไหวเมื่อถูกรบกวน วางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ หรือชิดติดกันที่ด้านใต้ใบพืช ไข่มีสีเหลืองอ่อนลักษณะยาวเรียวและมีก้านสั้น ๆ ยึดติดกับใบพืช ตัวอ่อนมีรูปร่างคล้ายรูปไข่ ขอบด้านข้างลาดลง สีเหลืองปนเขียว ตัวอ่อนวัยที่ 1 เคลื่อนไหวได้ ตัวอ่อนที่มีอายุมากขึ้นจะเกาะนิ่งอยู่ด้านใต้ใบพืชและดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบเป็นอาหาร



การทำลาย

ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบ ทำให้ใบเหลืองซีด ถ้าระบาดมากในระยะแรกของการเจริญเติบโต จะทำให้ต้นแคระแกร็น สามารถถ่ายมูลหวานบนใบพืชเช่นเดียวกับเพลี้ยแป้ง และเพลี้ยอ่อน ทำให้เกิดราดำ มีผลทำให้พืชสังเคราะห์แสงลดลง

การป้องกันกำจัด
ในมันสำปะหลัง ไม่แนะนำให้พ่นสารกำจัดแมลง เนื่องจากเพิ่มต้นทุนการผลิต และไม่คุ้มทุน หากมีฝนตกปริมาณและความรุนแรงในการระบาดจะลดลง การทำลายของแมลงหวี่ขาวขึ้นกับพันธุ์มันสำปะหลัง

  • ไรแดง

ไรแดงที่ทำลายมันสำปะหลังพบ 2 ชนิด คือ ไรแดงหม่อน และไรแดงมันสำปะหลัง ไรแดงหม่อนทำความเสียหายดูดกินน้ำเลี้ยงตามใต้ใบส่วนล่าง ๆ ของมันสำปะหลัง และขยายปริมาณขึ้นสู่ส่วนยอด ส่วนไรแดงมันสำปะหลังดูดกินน้ำเลี้ยงบนหลังใบส่วนยอด และขยายปริมาณลงสู่ส่วนล่างของลำต้น

ลักษณะของไรแดง

ตัวเต็มวัยมีขา 8 ขา ลำตัวสีแดงเข้ม ส่วนขาไม่มีสี ไรแดงอยู่รวมเป็นกลุ่ม ทำลายทั้งใต้ใบ และบนหลังใบ ตัวเมียขยายพันธุ์โดยไม่ต้องผสมพันธุ์ (Parthenogenesis) ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ชีพจักรสั้น ตัวเมียวางไข่ได้ 4-13 ฟอง เฉลี่ย 4.79 ฟองต่อวัน ปกติไรแดงจะไม่ค่อยเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวไปไกล ๆ โดยใช้เส้นใยสีขาวคล้ายใยแมงมุม ซึ่งใช้เป็นส่วนป้องกันไข่จากศัตรูธรรมชาติ การแพร่กระจายโดยอาศัยกระแสลม การทำความเสียหายจะเกิดขึ้นเป็นหย่อม ๆ แล้วกระจายออกเป็นบริเวณกว้าง หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม



การทำลาย

ดูดกินน้ำเลี้ยงบนใบและใต้ใบ ทำให้ใบมันสำปะหลังเหลืองซีดเป็นรอยขีด ใบม้วนงอและร่วง ส่วนยอดที่ถูกทำลายงองุ้ม ตาลีบ

การป้องกันกำจัด
หากมีการระบาดรุนแรง และมีฝนทิ้งช่วงยาวนาน ควรพ่นด้วยอมิทราช หรือไดโคฟอล โดยพ่นเฉพาะต้นที่แสดงอาการ

6 พฤษภาคม 2551

ขอเชิญร่วมกิจกรรมคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ

ศิวิไล ลาภบรรจบ


ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ฯ ในพระราชานุเคราะห์ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติของพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมครั้งที่ 3 ของปีงบประมาณ 2551
สถานที่จัดงาน
  • วัดมาบมะขาม หมู่ที่ 4 ตำบลเจริญผล อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์

วันที่จัดกิจกรรม

  • วันที่ 22 พฤษภาคม 2551

กิจกรรมที่น่าสนใจ

  • มีการเปิดให้บริการคลินิกด้านการเกษตร กว่า 20 คลินิก เช่น คลินิกพืช คลินิกปศุสัตว์ คลินิกดิน คลินิกประมง คลินิกชลประทาน คลินิกเมล็ดพันธุ์ คลินิกสปก. ฯลฯ
  • โดยแต่ละคลินิกมีการจัดนิทรรศการให้ความรู้ มีเจ้าหน้าให้คำปรึกษา แนะนำเพื่อแก้ปัญหาด้านการเกษตร
  • กิจกรรมของโครงการสายใยรัก

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการคลินิกพืช มีกิจกรรมดังนี้

1. จัดนิทรรศการด้านพืช พันธุ์พืช และ ศัตรูพืช
2. ให้คำแนะนำด้านการผลิตพืช และการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแก่เกษตรกร
3. แจกเอกสารวิชาการแก่เกษตรกร และผู้สนใจ
4. แนะนำพันธุ์มันสำปะหลัง ได้แก่ พันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 ระยอง 9
5. แจกเชื้อไรโซเบียมสำหรับคลุกเมล็ดถัวเขียว และถั่วเหลือง

ภาพกิจกรรมของคลินิกพืชในการจัดที่ผ่านมา





1 พฤษภาคม 2551

บั่ว...แมลงศัตรูข้าว

ข้าวนาปีที่ปลูกในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักเกิดการระบาดของแมลงบั่วช่วงระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระยะที่ข้าวกำลังแตกกอเต็มที่ และสภาพอากาศมีความชื้นสูง เหมาะแก่การฟักไข่เป็นตัวหนอนของแมลงบั่ว โดยหนอนจะเข้ากัดกินยอดเจริญของข้าว ทำให้ข้าวแตกกอเป็นกอข้าวที่เป็นหลอดคล้ายหลอดหอมจำนวนมากแต่ไม่ให้รวงข้าว เกษตรกรจึงเก็บผลผลิตไม่ได้ ทำความเสียหายและสร้างความเดือดร้อนแก่เกษตรกรจำนวนไม่น้อยในแต่ละปีที่มีการระบาด
แหล่งระบาด
แมลงบั่วที่เป็นสาเหตุของปัญหา เป็นแมลงศัตรูข้าวที่เกิดระบาดเฉพาะบางประเทศในทวีปเอเชีย เช่น อินโดนีเชีย ศรีลังกา อินเดีย และไทย สำหรับการระบาดของประเทศไทยมักเกิดในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีระบาดในภาคกลางและภาคตะวันออกบ้างเล็กน้อย เนื่องจากสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเหมาะต่อการเพิ่มปริมาณของแมลงบั่ว ที่ต้องการความชื้นสูง และมีพื้นที่เป็นเขาหรือเชิงเขาล้อมรอบ แมลงบั่วจึงมักระบาดในช่วงฤดูฝนและจะระบาดในช่วงที่ข้าวกำลังแตกกอ

ลักษณะของบั่ว
ลักษณะโดยทั่วไปของแมลงบั่ว ตัวเต็มวัยมีลักษณะคล้ายยุงแต่ลำตัวมีสีส้ม ยาวประมาณ 3- 4 มิลลิเมตร หนวดและขามีสีดำไข่มีลักษณะคล้ายกล้วยหอม สีชมพูอ่อน ยาวประมาณ 0.45 มิลลิเมตร
ระยะไข่ประมาณ 3-4 วัน ระยะตัวเต็มวัยนาน 2-3 วัน ระยะที่ทำให้ข้าวกลายเป็นหลอดหอมนั้นเป็นระยะตัวหนอนที่ข้าวจะสร้างหลอดหุ้มตัวหนอนไว้ และฤดูหนึ่ง ๆ แมลงบั่วสามารถขยายพันธุ์ได้ 6-7 ชั่วอายุที่ 2, 3 และ 4 จะเป็นชั่วอายุที่สามารถทำความเสียให้ข้าวได้มากที่สุด
วิธีการป้องกันกำจัด
สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการระบาดของแมลงบั่ว ดร. เฉลิม สินธุเสก นักกีฎวิทยา 8 ว สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ให้คำแนะนำไว้ว่า ปกติแมลงบั่วจะไม่ค่อยระบาดในฤดูแล้ง เพราะสภาพอากาศไม่เหมาะที่แมลงบั่วจะฟักไข่เป็นตัวหนอน ช่วงที่จะเกิดการระบาดคือช่วงฤดูฝน ที่สภาพอากาศมีเมฆฝนและแดดอ่อน ๆ เกษตรกรควรจะเฝ้าระวังในช่วงนี้โดยการสังเกตแมลงที่มาเล่นแสงไฟตอนกลางคืนว่า มีลักษณะคล้ายยุง แต่มีลำตัวเป็นสีส้มหรือไม่ เพราะนั่นเป็นตัวเต็มวัยของแมลงบั่ว ให้เกษตรกรกำจัดโดยใช้กับดักไฟหรือใช้วิธีอื่น ๆ จะช่วยลดปริมาณของแมลงบั่วบ้าง และควรปฎิบัติร่วมกับแนวทางการป้องกัน ดังนี้

  • กำจัดวัชพืชที่เป็นแหล่งอาศัยของแมลงบั่ว เช่น ข่าวป่า หญ้าไซ หญ้าปล้อง เป็นต้น
  • ใช้วิธีเขตกรรมร่วมด้วย โดยการเลื่อนระยะเวลาการปลูกหรือปักดำ เป็นช่วงต้น ๆ ของฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน เพื่อให้ข้าวแตกกอเต็มที่ก่อนเดือนกันยายน เพราะหลังข้าวแตกกอเต็มที่แล้ว แมลงบั่วจะไม่เข้าทำลายข้าว
  • การหว่านหรือปักดำ ไม่ควรหว่านหรือปักดำถี่จนข้าวขึ้นแน่นเพราะจะทำให้ความชื้นสูง ซึ่งเหมาะต่อการฟักของไข่และการเจริญเติบโตของหนอนแมลงบั่ว
  • ดร. เฉลิมยังให้คำแนะนำอีกว่า การใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานการระบาดของแมลงบั่วก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดความเสียหายได้พันธุ์ข้าวที่แนะนำ ได้แก่ กข9 ขาวดอกมะลิ 105 พิษณุโลก 3 และพันธุ์ข้าวเหนียว ได้แก่ เหนียวสันป่าตอง เหมยนอง 62 และ กข6 เป็นต้น แต่การเปลี่ยนจากพันธุ์ที่เกษตรกรเคยใช้มาเป็นพันธุ์ต้านทาน คงต้องพิจารณาจากความต้องการและความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ด้วย ส่วนหากพื้นที่ใดที่เกิดการระบาดแล้ว สังเกตจากลักษณะของต้นข้าวที่ถูกทำลายจะแคระแกร็นเตี้ยลำต้นกลมสีเขียวเข้ม การแก้ไขในเบื้องต้นควรใช้สารฆ่าแมลงชนิดดูดซึม เช่น คาร์โบฟูแรน หว่านในนาข้าวที่กำลังแตกกอ เพื่อป้องกันและกำจัดหนอนแมลงบั่วในต้นข้าวได้
  • การระบาดของแมลงบั่วขึ้นกับสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศ การวางแผนการเพาะปลูกล่วงหน้าในแต่ละปีเป็นสิ่งที่เกษตรกรควรกระทำ ทั้งการเลือกพันธุ์ข้าวและการเลือกระยะการเพาะปลูก การใช้สารเคมีเพื่อกำจัดแมลงบั่วควรเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เกษตรกรจะปฏิบัติได้เพื่อแก้ปัญหา ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้พยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมเพื่อแนะนำเกษตรกรให้นำไปปฎิบัติ

เกษตรกรท่านใดต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่หน่วยงานเกษตรใกล้บ้าน หรือติดต่อ
กลุ่มกีฎและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2940-5651

ที่มา:จดหมายข่าวผลิใบ ก้าวใหม่การวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร ปีที่ 10 ฉบับที่ 11 เดือน ธันวาคม 2550

18 เมษายน 2551

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม พันธุ์นครสวรรค์ 3 (NSX 042029)

โดย...พิเชษฐ์ กรุดลอยมา


  • พัฒนาพันธุ์โดยศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตร
  • เป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมเดี่ยว เกิดจากการผสมข้ามระหว่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ตากฟ้า 1 (Nei 452008) และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์แท้ Nei 452015
  • มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ มีระบบรากแข็งแรง ความสูงฝัก 120 ซม. ความสูงต้น 205 ซม. ลักษณะใบยาว ช่อดอกตัวผู้สีชมพู อายุออกดอกตัวผู้ 53 วัน อายุออกไหม 55 วัน ไหมสีชมพู จำนวนเปลือกหุ้มฝัก 10 ใบ เมล็ดเป็นชนิดหัวแข็งสีส้มเหลือง จำนวนแถวต่อฝัก 12-14 แถว จำนวนเมล็ดต่อแถว 36 เมล็ด น้ำหนัก 100 เมล็ด เท่ากับ 34 กรัม อายุเก็บเกี่ยว 110-115 วัน
  • ลักษณะเด่น
    • ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,150 กก./ไร่
    • มีความต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง
    • มีความทนทานแล้งในระยะออกดอก
    • เก็บเกี่ยวได้ง่าย
  • ความก้าวหน้าของข้าวโพดลูกผสมพันธุ์ NSX 042029 ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเสนอรับรองพันธุ์ ซึ่งตั้งชื่อพันธุ์ว่า 'นครสวรรค์ 3'

การระบาดของโรคใบด่างแคระข้าวโพด




  • แหล่งระบาด
แปลงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ของเกษตรกร บ้านอ่างซับเหล็ก อ.พระพุทธบาท จังหวัดลพบุรี พบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยืนต้นแห้งตาย เมื่อดูที่ฝักพบว่า ฝักมีขนาดเล็ก การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ เกษตรกรให้ข้อมูลว่าเกิดโรคใบลายระบาดในแปลง ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เมื่อตรวจสอบต้นเป็นโรคที่อยู่แปลงข้างเคียงซึ่งมีต้นข้าวโพดอายุประมาณเดือนเศษ และมีต้นที่แสดงอาการของโรค ทำให้สามารถตรวจสอบสาเหตุได้




  • อาการของโรค/การพิสูจน์โรค
เมื่อตรวจดูพบว่าใบข้าวโพดเกิดจุดประ และขีดเล็กๆ สีเหลืองซีดที่ใบ ทำให้ใบด่าง ซึ่งมีอาการคล้ายกับโรคราน้ำค้างในระยะเริ่มแรก บางต้นที่มีอาการใบด่างจะมีอาการต้นเน่าร่วมด้วย จึงได้เก็บใบที่เป็นโรคมาทดสอบปลูกเชื้อกลับไปยังต้นกล้าข้าวโพดหวานโดยการทำแผลแล้วทาด้วยน้ำคั้นที่บดจากใบเป็นโรค พบว่าสามารถทำให้ต้นกล้าข้าวโพดแสดงอาการจุดประสีซีด หลังจากที่มีการปลูกเชื้อ 2-5 วัน จากการเปรียบเทียบลักษณะอาการผิดปกติของข้าวโพดกับเอกสารอ้างอิง สันนิษฐานว่าข้าวโพดเป็นโรคใบด่างแคระ (maize dwarf mosaic) ที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส
  • การถ่ายทอดโรค
ด้วยวิธีกลและโดยแมลงพาหะหลายชนิด

  • ความเสียหาย
ปกติข้าวโพดหวานจะอ่อนแอต่อโรคนี้มาก ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดของจังหวัดลพบุรี มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้รับความเสียหายไม่สามารถเก็บผลผลิตหลายแปลง ในการปลูกพืชของจังหวัดลพบุรีในแหล่งที่มีการระบาดของโรคใบด่างพบว่าเกษตรกรสามารถปลูกพืชเกือบตลอดทั้งปีเพราะมีแหล่งน้ำ อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีพืชอาศัยของโรค ทำให้มีการสะสมโรคอยู่ในพื้นที่
  • การป้องกันกำจัด
โรคใบด่างแคระข้าวโพด มีพืชอาศัยหลายชนิด เช่น ข้าวฟ่าง อ้อย และ หญ้าต่างๆ จากการที่มีการถ่ายทอดโรคโดยแมลงพาหะหลายชนิด ดังนั้นเกษตรกรควรหมั่นตรวจดูข้าวโพดในไร่ และพืชอาศัยที่ขึ้นใกล้ๆ กับแปลงข้าวโพด โดยเฉพาะเมื่อข้าวโพดอายุต่ำกว่าหนึ่งเดือนซึ่งเป็นระยะที่อ่อนแอต่อโรค เมื่อพบต้นที่แสดงอาการผิดปกติ ควรถอนไปทำลายนอกแปลงปลูก นอกจากนี้ ควรสังเกตการระบาดของแมลงจำพวกปากดูดที่อาจจะเป็นพาหะของโรค เช่น เพลี้ยต่างๆ หากพบว่ามีข้าวโพดเป็นโรคและพบการระบาดของเพลี้ยในไร่ ควรกำจัดต้นเป็นโรคและพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

ปัญหาการใช้สารกำจัดวัชพืช:ความต่างที่ไม่ลงตัวของอ้อยกับมันสำปะหลัง

โดย...ศิวิไล ลาภบรรจบ


· ความต่างที่ไม่ลงตัว
การใช้สารกำจัดวัชพืชที่ส่งผลกระทบต่อพืชปลูกข้างเคียงเกิดขึ้นมานาน ไม่ว่าจะเป็นฝ้าย หรือพืชชนิดอื่นๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา (2549-2550) มันสำปะหลังเป็นอีกพืชหนึ่งที่ได้รับผลกระทบมาก มันสำปะหลังและอ้อยเป็นพืชที่มีการปลูกกันมากขึ้นในเขตจังหวัดนครสวรรค์และอีกหลายจังหวัดในเขตภาคกลางตอนบน ปี 2549 ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ได้รับแจ้งจากเกษตรกร 6 ราย ให้มีการตรวจสอบอาการผิดปกติในมันสำปะหลังที่ปลูกในท้องที่ อ.ตากฟ้า อ.หนองบัว อ.ลาดยาว และ อ.ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ รวมพื้นที่ปลูกประมาณ 500 ไร่ จากเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบเมื่อปี 2549 มาถึงปี 2550 กลายเป็นกลุ่มเกษตรกรทั้งหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ และเกิดข้อพิพาทระหว่างเกษตรกรที่ปลูกพืชต่างชนิดกันขึ้น สำหรับพื้นที่ที่เกิดปัญหาในปี 2550 เฉพาะเขตปลูกมันสำปะหลังในอำเภอตากฟ้า จ.นครสวรรค์ ติดต่อกับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในตำบลหนองหลวง อำเภอท่าตะโก จ.นครสวรรค์ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมีมากกว่า 5,000 ไร่ ในพื้นที่ ต. โพธิ์ประสาท อำเภอไพศาลี ประมาณ 200 ไร่ จังหวัดอุทัยธานี ได้แก่ บ้านหนองบ่มกล้วย บ้านหนองจอก อ.บ้านไร่ อ.ห้วยคต อ.เนินขาม จ.ชัยนาท รวมพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังที่เสียหายหลายพันไร่ บ้านมะม่วงเจ็ดต้น อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี อีก 30 กว่าไร่ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2550 โดยการประสานงานของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยมีนักวิชาการจากส่วนกลางและจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ซึ่งได้แก่ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์และศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทร่วมในการตรวจสอบ ปีนี้พืชที่เสียหายไม่จำกัดเฉพาะมันสำปะหลังเท่านั้น เกษตรกรที่ปลูกพืชชนิดอื่นที่อยู่ติดกับไร่อ้อยก็เกิดปัญหาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมะเขือ มะเขือเทศ พริก แตงไทย ช่วงเวลาที่เกิดปัญหาจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมจนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นฤดูปลูกมันสำปะหลัง ต้นเหตุของปัญหาเกิดจากการปลิวของละอองสารกำจัดวัชพืชที่มาจากไร่อ้อยเป็นหลัก มีเพียงรายเดียวที่เกิดจากการใช้ถังร่วมกันในการกำจัดวัชพืชประเภทใบกว้างและใบแคบเนื่องจากเกษตรกรรายนี้ปลูกพืชหลายชนิดมีทั้งอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด และข้าว
ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาการปลิวของสารกำจัดวัชพืชแล้วเกิดเป็นพิษต่อพืชข้างเคียงรุนแรงและเกิดปัญหาในหลายท้องที่ในเวลาไร่เรี่ยกันในปี 2550 อาจจะเนื่องมาจากสภาพอากาศที่มีฝนตกติดต่อกันหลายสัปดาห์ ทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยลงปฏิบัติงานไม่ได้ เมื่อมีช่วงเวลาที่ฝนหยุด ฟ้าเปิด เกษตรกรที่ปลูกอ้อยแต่ละรายมีการระดมพ่นสารกำจัดวัชพืชในไร่ของตนเอง จึงทำให้มีการปลิวของละอองสารในอากาศมาก
· ปัญหาของเกษตรกร
เมื่อประสบกับปัญหา ในเบื้องต้นเกษตรกรบางรายที่เดินทางมาปรึกษาที่ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ไม่ทราบว่ามันสำปะหลังที่ตัวเองปลูกใว้มีความผิดปกติเนื่องมาจากสาเหตุใด ทราบเพียงแต่ว่ามันสำปะหลังเกิดอาการใบเหลืองซีดและใบไหม้ ในรายที่เสียหายมากมันสำปะหลังตายเกือบทั้งแปลง เกษตรกรในเขตอำเภอตากฟ้าและอำเภอท่าตะโกเข้าใจว่าเกิดจากการทำลายของเพลี้ย เกษตรกรบางรายจาก อ.บ้านไร่ เข้าใจว่าเกิดจากแมงกระเบื้อง ทำให้ต้นมันสำปะหลังใบแดง หลากหลายสาเหตุแล้วแต่ใครจะคาดเดากันไป และคำตอบสุดท้ายที่ต้องการจากนักวิชาการเกษตรก็คือจะใช้สารอะไรมาพ่นเพื่อทำให้มันสำปะหลังฟื้น บางรายได้แก้ปัญหาไปแล้วด้วยความเข้าใจผิดดังที่กล่าวมา โดยทางร้านขายเคมีเกษตรจัดสารเคมีมาให้เสร็จสรรพราคาขวดหนึ่งนับพันบาทเลยทีเดียว จากการสอบถามสารที่เกษตรกรเอามาใช้จะเป็นพวกปุ๋ยน้ำ มีเกษตรกรบางรายสงสัยว่าจะเกิดจากไร่อ้อยข้างเคียงพ่นสารกำจัดวัชพืช เพราะมันสำปะหลังงอกมายังเขียวเป็นปกติดี พอไร่ข้างๆ พ่นยาใบแห้งหมดทั้งแปลง เกษตรกรประเภทหลังนี้มักจะเดินทางมาพร้อมกับซองเปล่าหรือกล่องสารกำจัดวัชพืชที่เชื่อว่าจะเป็นต้นเหตุ ถ้าไม่มีหลักฐานมาแสดงก็มักจะจำชื่อมาบอก อามิทริน และ ช้างแดง หรือ 2,4 ดี มักจะเป็นชื่อต้นๆ ที่ถูกกล่าวถึงเสมอ เกษตรกรรายที่ได้รับเสียหายมากต้องการใบรับรองว่าเกิดจากอะไรเพื่อจะได้นำไปเรียกค่าเสียหายกับคู่กรณี เกษตรกรบางรายมาพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า ไม่เหลืออะไรแล้ว ขอร้องให้ช่วยด้วยเถิด เกษตรกรบางรายที่เคยปลูกมันสำปะหลังมาปีนี้เปลี่ยนไปปลูกอ้อยก็มีเพราะไม่อยากผิดใจกับเพื่อนบ้าน ส่วนกลุ่มชาวบ้านที่คิดว่าเกิดจากเพลี้ยก็ไม่ได้ไปทะเลาะกับใครเพราะไม่มีคู่กรณี ปล่อยให้ปัญหาคลี่คลายไปเองตามกาลเวลา มีเกษตรบางรายไม่ได้เดินทางมาร้องทุกข์เพราะเจ้าของไร่อ้อยยินดีชดใช้ด้วยการให้ปุ๋ยยูเรียมาใช้ จากการติดตามข้อมูลจนถึงปัจจุบันยังมีเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ทราบสาเหตุของปัญหาและไม่ได้ดำเนินการอะไร
· เรื่องนี้ต้องพิสูจน์
หลังจากที่ได้รับแจ้งจากเกษตรกร ก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบว่าเกิดจากสารกำจัดวัชพืชจริงหรือไม่ การวินิจฉัยอาศัยข้อมูลหลายๆ ด้าน ทั้งจากคำบอกเล่าของเกษตรกร จากลักษณะอาการของตัวอย่างพืชที่เกษตรกรนำมา ในบางกรณีการลงพื้นที่ตรวจสอบเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบางครั้งตัวอย่างที่เกษตรกรนำมากับสิ่งที่เห็นในไร่เป็นคนละเรื่องเดียวกันก็มี การลงพื้นที่ตรวจสอบอาการของพืชที่ผิดปกติในแปลงที่เสียหาย หรือพืชชนิดเดียวกันที่มีอายุต่างๆ กัน รวมทั้งการตรวจสอบพืชชนิดอื่นที่ขึ้นอยู่ในบริเวณนั้น จะช่วยให้วินิจฉัยปัญหาได้ง่ายขึ้น ในกรณีพืชผิดปกติที่เกิดจากสารกำจัดวัชพืชถึงแม้ว่าเราจะพอทราบอยู่บ้างแต่เนื่องจากลักษณะอาการบางอย่างที่พบเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นอาการและไม่มีรายงานในเอกสารมาก่อน สารกำจัดวัชพืชชนิดไหนทำให้เกิดอาการอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นคือเกิดขึ้นได้อย่างไร บางแปลงไม่ติดกับไร่อ้อยเลยอยู่ห่างตั้งหลายกิโลเมตร ก็ต้องหาข้อมูลเท่าที่จะหาได้ นอกจากนี้รูปแบบและลักษณะความเสียหายที่เกิดขึ้นในแปลงซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่ระดับหลายพันไร่ อาจทำให้เกิดความไม่แน่ใจ หรือสับสนได้เหมือนกัน ต้องอาศัยประสบการณ์มาก การที่ขาดข้อมูลอ้างอิงเราอาจจะโดนคู่กรณีอีกฝ่ายของเกษตรกรไล่ต้อนเอา โดยเฉพาะเจ้าของไร่อ้อยรายใหญ่ที่มีความรู้และมีอิทธิพลในพื้นที่ จะโดนซักในประเด็นที่สามารถแย้งได้ เพราะคงไม่มีใครอยากจะจ่ายเงินกันง่ายๆ ถ้ามีการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ชาวไร่มันสำปะหลังหลายรายรวมกันแล้วเป็นเงินไม่น้อยเลย บางครั้งใบรับรองที่เกษตรกรต้องการนี้นำไปใช้ประกอบการฟ้องร้องหากคู่กรณีไม่สามารถตกลงกันได้ด้วยดี ในฐานะเป็นตัวแทนของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ซึ่งมีการคาดหวังจากเกษตรกรสูงมากว่าจะเป็นที่พึ่งให้พวกเขาได้ ไม่เว้นแม้แต่หน่วยงานราชการอื่นๆ ก็ฝากความหวังไว้กับเราว่าจะสามารถไขข้อข้องใจให้ได้ เราก็พยายามทำหน้าที่เต็มที่เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนให้แก่เกษตรกร ในส่วนของการออกตรวจสอบพื้นที่จะมีนักวิชาการเกษตรมากกว่าหนึ่งคน เพราะบางครั้งอาจเกิดสถานการณ์ที่ไม่ราบรื่น จะได้ช่วยกัน ถ้าจะให้ดีควรมีคนกลาง หรือหน่วยงานกลางเดินทางเข้าร่วมตรวจสอบด้วยกัน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร หรือแม้แต่ตำรวจ ป้องกันข้อกล่าวหาว่าลำเอียงหรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันระหว่างหน่วยงานราชการในพื้นที่ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ นักวิชาการเกษตรจากกรมวิชาการเกษตรมีหน้าที่ตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง ส่วนเรื่องการไกล่เกลี่ยควรจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หรือคนกลางในพื้นที่ ความสำคัญในการวินิจฉัยสาเหตุของปัญหาอย่างถูกต้องจะช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับรู้และตระหนักถึงสภาพปัญหาที่อาจจะต้องเกิดขึ้นทุกปีเพื่อการมีส่วนร่วมมือกันของทุกๆ ฝ่าย ในการหาแนวทางในการป้องกันหรือแก้ปัญหาต่อไป อย่างน้อยเมื่อเกษตรกรได้เข้าใจและทราบปัญหาแล้วหากคิดจะทำอะไรต้องใช้ความระมัดระวังกันมากขึ้น
· มันสำปะหลังรับกรรมที่ไม่ได้ก่อ
ในปี 2549 ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้รับแจ้งว่ามันสำปะหลังเกิดความผิดปกติ ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ได้ดำเนินการทดสอบพิษของสารกำจัดวัชพืชบางชนิดต่อมันสำปะหลังอย่างเร่งด่วน และมีการทดสอบเพิ่มเติมในปี 50 โดยเลือกสารกำจัดวัชพืชที่มีข้อมูลจากเกษตรกรว่ามีการใช้กันมากในไร่อ้อย เกษตรกรชาวไร่อ้อยบางรายในเขตอำเภอตากฟ้านิยมใช้สารกำจัดวัชพืชผสมกันในถังเดียวทั้งยาคุมและยาฆ่าเพื่อให้การควบคุมวัชพืชมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้แก่ อทราซีน อมิทรีน และ 2,4 ดี ส่วนพฤติกรรมของชาวไร่อ้อยในเขตอำเภอบ้านไร่ จ.อุทัยธานีจะนิยมใช้ พาราควอท อทราซีน อมิทรีน 2,4 ดี ไดยูรอน และ ไกลโฟเซท โดยผสมสารดังกล่าวสามถึงสี่ชนิดในถังเดียว ข้อมูลการใช้สารเหล่านี้ได้มาจากการสอบถามคนรับจ้างพ่นยา คนรับจ้างพ่นยาบางคนเคยทำไร่มันสำปะหลัง และบางคนทำไร่อ้อยด้วย เรียกว่า รู้ๆ กันอยู่เหมือนกัน สารกำจัดวัชพืชที่เลือกมาทดสอบความเป็นพิษต่อมันสำปะหลัง ได้แก่ พาราควอท อทราซีน อามีทรีน 2,4-ดี และไกลโฟเซท
ผลของการทดสอบลักษณะอาการที่ผิดปกติที่เกิดกับมันสำปะหลังโดยสรุปมีดังนี้
พาราควอท
มีผลทำให้มันสำปะหลัง ใบเหลือง ใบไหม้ ถ้าพ่นโดนส่วนของยอด อาจทำให้มันสำปะหลังตายได้ มักไม่เป็นปัญหาในการใช้หากไม่พ่นโดนส่วนของยอดเจริญ
อทราซีน มีผลทำให้มันสำปะหลังใบเหลือง อาการเริ่มจากขอบใบเข้ามาหาเส้นกลางใบ ใบเหลืองซีด ถ้าได้รับปริมาณมากจะทำให้ใบไหม้ ต้นตาย มันสำปะหลังจะอ่อนแอต่อสารอทราซีนในระยะที่แตกใบหลังงอกจนอายุประมาณสองถึงสามเดือน
อามีทรีน ทำให้มันสำปะหลังใบเหลือง อาการเริ่มจากขอบใบเข้ามาหาเส้นกลางใบ ใบเหลืองซีด ถ้าได้รับสารปริมาณมากทำให้ใบไหม้สีน้ำตาลแดง ต้นตายได้ มันสำปะหลังจะอ่อนแอต่อสารอามีทรินในระยะที่แตกใบหลังงอกจนอายุประมาณสองถึงสามเดือน มันสำปะหลังต้นโตที่ได้รับละอองสารในปริมาณมากจะทำให้ใบไหม้ ใบร่วงทั้งต้น แต่สามารถแตกใบใหม่ได้ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน ดินที่มีละอองสารอามีทรีนปกคลุมอยู่ในปริมาณมาก เมื่อฝนตกลงมาสารจะซึมลงดิน รากจะดูดซึมขึ้นมา ทำให้มันสำปะหลังเกิดอาการใบไหม้โดยเริ่มจากใบล่างขึ้นมาใบบน
2,4-ดี ทำให้มันสำปะหลังยอดไม่เจริญ ใบเหลือง ใบไหม้ กิ่งบวม กิ่งแตก ยอดแห้งตาย ระดับความเสียหายขึ้นกับปริมาณสารที่ได้รับ อาการผิดปกติในมันสำปะหลังที่มีรูปแบบจำเพาะ (Typical symptom) ที่เป็นผลมาจาก 2,4-ดี และสารกำจัดวัชพืชในกลุ่ม growth regulator คือ ก้านใบบิดทำให้ใบพลิกหงายขึ้น มุมระหว่างก้านใบกับลำต้นแคบลงกว่าปกติทำให้ก้านใบลู่ลงเกือบแนบลำต้น ส่วนยอดโค้ง กิ่งบวมและมีรอยแตกตามยาวลำต้น
ไกลโฟเซท ต้นมันสำปะหลังที่ได้รับสาร ทำให้ใบมีขนาดเล็กลงมาก แผ่นใบแต่ละหยักจะแคบลง มีลักษณะเรียวเล็กเป็นเส้น และบิด ต้นแคระแกร็น โตไม่ทันต้นอื่น
สารกำจัดวัชพืชทั้ง 5 ชนิดนี้ เมื่อมันสำปะหลังได้รับในปริมาณที่ไม่มาก เช่น ในอัตราแนะนำที่ใช้ในการควบคุมวัชพืชในไร่อ้อย (พ่นอัตราแนะนำโดยพ่นให้เกิดละอองทั่วทั้งใบเพียงหนึ่งครั้ง) จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย พาราควอท อทราซีน และ อามีทริน จะแสดงอาการใบเหลืองเพียงอย่างเดียว ไม่มีอาการใบไหม้ร่วมด้วย สามารถเจริญได้เป็นปกติ และใบกลับมามีสีเขียวภายในระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนหลังจากได้รับสาร ส่วนสารกำจัดวัชพืช 2,4 ดี มันสำปะหลังไม่ไวต่อสารนี้เหมือนกับฝ้าย ไอระเหยของ 2 ,4 ดีหรือที่เข้าใจกันว่าแค่เปิดขวดเดินผ่านมีผลต่อฝ้ายทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “ ตีนเป็ด ” แต่ในมันสำปะหลังต้องได้รับละอองสารที่ปลิวมาสัมผัสโดยตรงจึงจะแสดงอาการผิดปกติ การพ่นสารไกลโฟเซทคลุมดินหลังจากที่ปลูกเสร็จ หากละอองสารสัมผัสท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ใบที่แตกใหม่จะเกิดความผิดปกติได้ การที่เกษตรกรผสมสารกำจัดวัชพืชมากกว่าหนึ่งชนิดจะมีผลทำให้มันสำปะหลังเกิดความเสียหายมากกว่าการได้รับสารเพียงชนิดเดียว
· ทำไมจึงเกิดความเสียหายมาก
ในสภาพไร่ของเกษตรกร การที่มันสำปะหลังที่เกษตรกรปลูกได้รับความเสียหายมากเกิดจากการได้รับละอองสารที่ปลิวมากับลมในปริมาณมากเป็นร้อยเท่าหรือมากกว่าของอัตราที่แนะนำให้ใช้ในไร่อ้อย เนื่องจากระยะเวลาที่มีการพ่นสารกำจัดวัชพืชในไร่อ้อยแปลงหนึ่งๆ ใช้เวลาเป็นชั่วโมงจึงจะพ่นเสร็จ ละอองสารกำจัดวัชพืชจึงปลิวมาตกลงบนใบมันสำปะหลังซ้ำๆ ยิ่งถ้าในพื้นที่ข้างเคียงมีไร่อ้อยหลายแปลงและมีการพ่นสารกำจัดวัชพืชในระยะเวลาไล่เลี่ยกันจะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงกับมันสำปะหลังที่เพิ่งงอกจนถึงมันสำปะหลังที่มีอายุสองถึงสามเดือน
· คำถามที่ยังรอคำตอบ
ในแง่ความเสียหายต่อผลผลิตของมันสำปะหลังที่ได้รับสารกำจัดวัชพืชนั้น ยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการ ความเสียหายต่อผลผลิตอาจเกิดโดยตรงเนื่องจากต้นมันสำปะหลังตาย หรือจากการที่ใบและลำต้นมีอาการผิดปกติ ส่งผลให้ต้นไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ผลผลิตที่ลดลงนั้นยังเกิดจากการที่ได้รับสารกำจัดวัชพืชแล้วมันสำปะหลังเจริญเติบโตช้ากว่าปกติทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับวัชพืชในแปลงได้ ยังมีคำถามอีกมากที่ยังไม่ทราบคำตอบ มันสำปะหลังได้รับความเสียหายระดับใดถึงจะกระทบต่อผลผลิต ช่วงอายุมันสำปะหลังที่อ่อนแอต่อสารกำจัดวัชพืช จากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงมักมีปัญหาในระยะหลังงอกจนถึงมันสำปะหลังมีอายุประมาณสามเดือนนั้น จะกระทบต่อผลผลิตเช่นใด บางครั้งสารกำจัดวัชพืชที่มีปัญหาก็มีการใช้กำจัดวัชพืชในไร่มันสำปะหลังอยู่แล้ว บางคนก็บอกไม่เห็นเป็นอะไร ฯลฯ ในด้านของอ้อยเช่นกัน วิธีการกำจัดวัชพืชที่ปฏิบัติอยู่เหมาะสมเพียงใด ในสถานการณ์เช่นนี้ควรมีการปรับเปลี่ยนเทคนิควิธีการในการกำจัดวัชพืช รวมถึงชนิดของสารที่ใช้กันหรือไม่ ในฤดูปลูกที่จะใกล้จะมาถึงในปีนี้จะรับมือกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างไร คำถามเหล่านี้ล้วนต้องการคำตอบ

ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ได้จัดทำโปสเตอร์ที่มีข้อมูลและภาพประกอบลักษณะอาการผิดปกติของมันสำปะหลังที่เกิดจากสารกำจัดวัชพืชเพื่อเผยแพร่และช่วยในการวินิจฉัยปัญหา ผู้ใดสนใจ ติดต่อขอรับได้

เนื้อหา