30 พฤษภาคม 2560

ประชุมวิชาการข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 38

รายละเอียดเพิ่มเติม
หลักการและเหตุผล http://www.doa.go.th/fcri/images/maize38new01.pdf
ข้อกำหนดการส่งผลงานวิจัย http://www.doa.go.th/fcri/images/maize38new03.pdf
แบบตอบรับการเข้าร่วมประชุม http://www.doa.go.th/fcri/images/maize38new04.pdf

หนู สัตว์ฟันแทะ ศัตรูที่สำคัญของข้าวโพด

ระบาดช่วงหน้าแล้งในพื้นที่ที่ไม่มีพืชอาหารชนิดอื่น
ทำลายข้าวโพดได้ตั้งแต่ระยะหลังปลูก จนถึงใกล้เก็บเกี่ยว

#หนูนาใหญ่ #หนูพุกเล็ก และ #หนูพุกใหญ่ จะกัดโคนต้นให้ล้มลงมาเพื่อกินเมล็ด
ส่วน #หนูท้องขาว #หนูหริ่งนาหางสั้น จะปีนต้นข้าวโพดเพื่อขึ้นไปแทะกินเมล็ดในฝัก

เมื่อพบร่องรอย รูหนู หรือ มีการทำลายเกิดขึ้น สามารถป้องกันกำจัดโดยใช้กรงดัก หรือกับดัก ร่วมกับการใช้เหยื่อพิษซิงค์ฟอสไฟด์ ผสมกับเมล็ดพืช (ปลายข้าว รำข้าว เมล็ดข้าวโพดป่น) อัตรา สาร 1 กก. ผสมกับเมล็ดพืช 100 กก. วางเหยื่อพิษจุดละ 1 ช้อนชา โดยให้ใช้แกลบใหม่ รองพื้น 1 กำมือ และกลบเหยื่อพิษ 1 กำมือ แต่ละจุด ห่างกัน 5-10 เมตร #ซิงค์ฟอสไฟด์เป็นเหยื่อพิษที่ออกฤทธิ์เร็ว หนูจะเข็ดขยาด #ไม่ควรใช้เกิน 1 ครั้ง ต่อฤดู
หลังจากนั้น ให้ใช้เหยื่อพิษสำเร็จรูปที่ออกฤทธิ์ช้า (โฟลคูมาเฟน โบรมาดิโอโลน หรือ ไดฟิทิอาโลน) วางจุดละ 5-10 ก้อน ห่างกัน 10-20 เมตร เพื่อกำจัดประชากรหนูที่เหลือจากสารออกฤทธิ์เร็ว





25 เมษายน 2560

การทำลายของหนอนด้วงดีดในข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

หนอนด้วงดีด หรือ wireworms
ชื่อวิทยาศาสตร์ Aeolus mellilus (Coleoptera : Elateridae) นอกจาก Aeolus mellilus  ยังพบด้วงดีดชนิดอื่นๆ ที่ทำลายข้าวโพด


ลักษณะการทำลาย
ระยะตัวหนอนเป็นระยะที่ทำลายพืช มักพบการทำลายในระยะกล้า หลังจากเมล็ดเริ่มงอก โดยกัดกินเนื้อในเมล็ดข้าวโพดที่ปลูกอยู่ในดิน  กัดกินส่วนราก  โคนต้น หรือ กัดกินส่วนเจริญบริเวณโคนต้น ทำให้ต้นข้าวโพดเหี่ยวและแห้งตายเป็นหย่อม ๆ  
การทำลายในระยะต้นโต หนอนกัดกินราก กัดกินส่วนโคนต้น และเจาะเข้าไปในลำต้นทำให้ต้นข้าวโพดหักล้ม 

ช่วงที่พบการระบาด
พบการระบาดบางจุดของพื้นที่ เป็นบางช่วงเท่านั้น ไม่ได้ทำความเสียหายในพื้นที่กว้าง 
ช่วงที่พบได้แก่ สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคม 2560 พฤศจิกายน 2562  สัปดาห์ที่ 3 มกราคม 2562  สัปดาห์ที่ 3 เดือนมีนาคม 2563 ในพื้นที่แปลงทดลองปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์  







ลักษณะของหนอนด้วงดีด
ตัวหนอนและตัวเต็มวัยของด้วงดีด มีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละชนิด หนอนด้วงดีด มีพืชอาหารหลายชนิด อาศัยอยู่ในส่วนดอก ใต้เปลือก และภายในต้นพืช ตัวหนอนมีรูปร่างเรียวยาว ลำตัวเป็นมันวาว ระยะตัวหนอนเป็นระยะที่ทำลายพืชได้รุนแรง โดยกัดกินรากและส่วนของพืชที่อยู่ใต้ดิน ตัวหนอนเข้าดักแด้ในเนื้อเยื่อพืชที่อยู่ใต้ดิน ใช้เวลาหลายเดือนหรือเป็นปีเพื่อพัฒนาเป็นตัวเต็มวัย  ตัวเต็มวัยเมื่อหงายตัวจะพับตัวดีดเพื่อให้ตัวคว่ำลง ทำให้เกิดเสียง จึงเรียกว่าด้วงดีด (Click beetle)

ลำตัวด้านบนของหนอนด้วงดีด


ลำตัวด้านข้างของหนอนด้วงดีด



ส่วนขาของหนอนด้วงดีด


ปลายส่วนท้องของหนอนด้วงดีด

 





ตัวเต็มวัยที่พบอยู่ในดิน บริเวณพื้นที่ปลูก



บริเวณที่พบการระบาด มักจะไม่สามารถกำจัดให้หมดไป หากมีความรุนแรง การลดความเสียหาย ทำได้โดยคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเคมี หรือ เพิ่มอัตราเมล็ดพันธุ์ต่อไร่


ข้อมูลและภาพหนอนด้วงดีด : 

กลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช และ ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์

Insect Pests of Maize, A guide for field identification, CIMMYT. 1987.

19 มกราคม 2560

โรคและแมลงศัตรูมะขามเทศ

มะขามเทศ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ และตอนใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา แพร่กระจายและนำเข้ามาปลูกในหลายประเทศ เช่น ไฮติ อินเดีย อินโดนีเซีย จาไมกา เคนยา เปอโตริโก ซูดาน แทนซาเนีย รวมทั้งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เป็นไม้ผลที่ให้ประโยชน์หลากหลาย บางประเทศ ใช้ฝักและใบเป็นอาหารสัตว์จำพวก ม้า แพะ แกะ อูฐ  การเลี้ยงผึ้งจากดอกของมะขามเทศให้น้ำผึ้งที่มีคุณภาพดี นอกจากนี้น้ำมันจากเมล็ดยังสามารถใช้ประกอบอาหารได้
ในประเทศไทยนิยมรับประทานผลสด มีการปลูกเพื่อการค้า ขายตามข้างทาง ทำรายได้ให้เกษตรกรค่อนข้างดี

สำหรับศัตรูของมะขามเทศ นั้น ในต่างประเทศมีรายงานของโรคและแมลงศัตรูที่เข้าทำลายมะขามเทศ ดังนี้ 
หนอนเจาะทำลายผลและเมล็ด (Subpandesma anysa)  มวน (Umbonia crassicornis)  หนอนเจาะลำต้น Indarbela spp.  Polydesma umbricola 

โรคใบจุด ที่เกิดจากเชื้อรา Cercospora mimosaeCollectotrichum dematium, C. pithecellobiiPhyllosticta ingaedulcis, P. pithecellobii, โรคไส้เน่า หรือ Heart rot (Phellinus spp) (อินเดีย) 
(ข้อมูลจาก http://www.worldagroforestry.org/treedb/AFTPDFS/Pithecellobium_dulce.PDF)

การระบาดของศัตรูมะขามเทศที่พบในประเทศไทย
1) ไรแดงชมพู่
ช่วงเดือนพฤศจิการยน พบมะขามเทศ มีลักษณะอาการที่เกิดจากการทำลายของไรบนใบและฝักมะขามเทศ ซึ่งศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ได้ส่งตัวอย่างไรที่พบบนใบและฝักมะขามเทศที่มีอาการผิดปกติในพื้นที่ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ (ภาพที่ 1-5) ไปตรวจสอบและจำแนกชนิดที่ กลุ่มงานวิจัยไรและแมงมุม กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร พบว่า ไรที่ทำลายมะขามเทศเป็นชนิดไรแดงชมพู่ (rose apple red mite) ชื่อวิทยาศาสตร์ Oligonychus biharensis  พบที่ใบและทำให้เกิดความเสียหายเมื่อเข้าทำลายที่ฝัก ทำให้ผิวของฝักมีสีน้ำตาล คล้ายสนิม หากทำลายตั้งแต่ฝักยังเล็ก ทำให้ฝักลีบ แห้ง เมื่อทำลายฝักโตที่ยังไม่แก่ทำให้ผิวด้านนอกของเปลือกเป็นสะเก็ดแข็งสีน้ำตาล

ปกติมักพบการระบาดของไรแดงชมพู่ ในชมพู่ ลิ้นจี่ ชงโค ส้มเสี้ยว  ส่วนพืชอื่นๆ เช่น มะขามเทศ แคฝรั่ง ฝ้าย ทองหลาง กระถิน กุหลาบ มันสำปะหลัง และน้อยหน่า จะมีการเข้าทำลายเป็นครั้งคราว ลักษณะการทำลาย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย  จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืช (ข้อมูลจาก คู่มือตรวจไรศัตรูพืชเศรษฐกิจ กลุ่มงานวิจัยไรและแมงมุม กลุ่มกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร) 

การป้องกันกำจัดไรแดงชมพู่
ในแหล่งที่มีการระบาด เกษตรกรสามารถตรวจสอบที่ใบมะขามเทศด้วยแว่นขยาย เนื่องจากไรมีขนาดเล็ก  หากพบไรตัวเต็มวัยซึ่งมีลักษณะสีแดงเข้มอมม่วง หรือ ตัวอ่อนไรที่มีลักษณะใส สีน้ำตาลอ่อน ควรพิจารณาป้องกันกำจัดในระยะก่อนหรือใกล้กับช่วงที่จะเริ่มติดฝัก เพื่อลดปัญหาสารตกค้างในฝักซึ่งเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค  โดยพ่นด้วยสารกำจัดไร เช่น ไพริดาเบน (แซนไมท์ 20%WP) อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ กำมะถันผง 80%WP อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
** หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่  

ภาพที่ 1 ลักษณะการทำลายของไรแดงชมพู่บนฝักมะขามเทศ

ภาพที่ 2 ลักษณะการทำลายของไรแดงชมพู่บนฝักมะขามเทศ 

ภาพที่ 3 ลักษณะการทำลายของไรแดงชมพู่บนฝักมะขามเทศ


ภาพที่ 4 ลักษณะตัวอ่อนของไรแดงชมพู่บนฝักมะขามเทศ


ภาพที่ 5 ลักษณะตัวเต็มวัยของไรแดงชมพู่ที่เข้าทำลายมะขามเทศ

2) หนอนเจาะผลลิ้นจี่
(litchi fruit moth, macadamia nut borer;  Cryptophlebia ombrodelta (Lower))
หนอนเจาะผลลิ้นจี่ หรือ หนอนเจาะผลมะคาเดเมีย เข้าทำลายโดยผีเสื้อตัวเมียวางไข่ในผลหรือฝักของพืชอาศัย หนอนที่ฟักออกมาเจาะเข้าไปในผลหรือฝักกัดกินเมล็ด เข้าดักแด้ในผลหรือฝัก หรือพื้นดิน หนอนเจาะผลลิ้นจี่ มีพืชอาศัยค่อนข้างกว้าง ทำลายพืชได้หลายชนิด เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของมะคาเดเมีย ลิ้นจี่ ลำไย พบการระบาดในประเทศออสเตรเลีย กวม ญี่ปุ่น อินเดีย ไทย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไต้หวัน เกาะฮาวาย (ข้อมูลจาก http://idtools.org/id/leps/tortai/Cryptophlebia_ombrodelta.htm)
สำหรับประเทศไทยพบการทำลายมะขามเทศเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ในพื้นที่ อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา (จำแนกชนิดโดยกลุ่มวิจัยกีฏวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร

ภาพที่ 6 ผีเสื้อหนอนเจาะผลลิ้นจี่ หรือ หนอนเจาะผลมะคาเดเมีย มีสีน้ำตาล น้ำตาลแดง
ตัวเมียมีจุดสีน้ำตาลเข้มที่ปีก

ภาพที่ 7 ลักษณะการทำลายในฝักมะขามเทศ

ภาพที่ 8 ลักษณะการทำลายในฝักมะขามเทศ

ภาพที่ 9 ลักษณะการทำลายในฝักมะขามเทศ

ภาพที่ 10 ลักษณะการทำลายในฝักมะขามเทศ

18 พฤศจิกายน 2559

อาการขาดธาตุเหล็กในข้าวโพด

เมื่อข้าวโพดขาดธาตุเหล็ก
IRON (Fe) deficiency
+ข้าวโพดที่ขาดธาตุเหล็ก ต้นจะแคระแกร็น ใบเหลืองซีด ถ้าขาดธาตุอย่างรุนแรง จะไม่มีฝัก
+เหล็กเป็นธาตุที่ไม่เคลื่อนย้ายในต้นพืช (immobile ) ต้นที่ขาดธาตุเหล็ก จึงแสดงอาการที่ใบอ่อน หรือใบส่วนยอดของลำต้น ใบแก่ยังคงเขียวปกติ
+ถ้าขาดธาตุเหล็กไม่รุนแรงนัก หรือเป็นอาการระยะเริ่มแรก ใบอ่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวซีดหรือเหลืองซีด โดยที่เส้นใบยังคงมีสีเขียวซึ่งเป็นอาการจำเพาะของการขาดธาตุเหล็ก
+ระยะต่อมาถ้าพืชยังคงแสดงอาการขาดและรุนแรงมากขึ้น แผ่นใบจะซีดขาวเหมือนกระดาษ เส้นใบมีสีเหลืองซีด

#ดินที่มีปัญหา
+ดินทรายที่มีปริมาณธาตุเหล็กต่ำ
+ดินเนื้อปูน (calcareous soils) ซึ่งความสามารถในการละลายของธาตุเหล็กน้อย
+ดินกรดที่ถึงแม้จะมีธาตุเหล็กสูงแต่ถ้ามีธาตุสังกะสี แมงกานิส ทองแดง หรือนิกเกิลสูงในสารละลายดิน ทำให้ขัดขวางการดึงดูดของธาตุเหล็กขึ้นสู่ต้นพืช
+ดินที่มีน้ำขัง
+ดินด่างที่มีพีเอชมากกว่า 7.5

#แนวทางผสมผสานการจัดการ
+หลีกเลี่ยงดินที่มีปัญหา
+ก่อนปลูกวิเคราะห์ดินเพื่อหาปริมาณธาตุเหล็กที่เป็นประโยชน์
+ปรับปรุงดินด้วยการใ่ส่เหล็กคีเลท (iron che-lates) ในรูปอินทรีย์ อัตรา 1.6 กก./ไร่ ทั้งนี้รูปของเหล็กคีเลทที่ใช้ขึ้นกับพีเอชดิน ถ้าดินเป็นกลาง ให้ใส่เหล็กคีเลทในรูป FeHEDTA และ FeDTPA ถ้าดินเป้นกรด ให้ใส่ในรูป FeEDTA ในดินเนื้อปูนให้ใช้ FeEDDHA
เมื่อพืชแสดงอาการขาดให้พ่นทางใบด้วยสารละลาย เหล็กซัลเฟต หรือเหล็กคลอไรด์ (0.5 - 1.0%) 2-3 ครั้ง ทุก 10-15 วัน


source: Nutrient Deficiencies of Field Crops Guide to Diagnosis and Management

10 พฤศจิกายน 2559

โรคเมล็ดและฝักเน่าในข้าวโพด :โบทรัยโอดิพโพเดีย

โรคเมล็ดและฝักเน่าที่เกิดจากเชื้อราโบทรัยโอดิพโพลเดีย หรือ Black Kernel Rot

เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้เมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม โดยเข้าทำลายตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว ทำให้เมล็ดเน่า ผลผลิตเสียหาย

หากปีไหนมีฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่ข้าวโพดอยู่ในระยะสะสมน้ำหนักเมล็ดเรื่อยมาจนถึงระยะเก็บเกี่ยว ปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม มักเกิดโรคฝักเน่า จากเชื้อรา Botryodiplodia theobromae (Synonym Lasiodiplodia theobromae)  #อาการของโรคที่สำคัญคือเมล็ดมีสีดำเข้มเป็นมันวาว  #มักเกิดกับเมล็ดด้านขั้วฝัก

เป็นโรคที่เชื้อเข้าทำลายตั้งแต่ก่อนระยะเก็บเกี่ยว

++ ในปีที่มีฝนตกชุกติดต่อกัน เกษตรกรในพื้นที่ที่เก็บฝักแห้ง เมื่อถึงอายุเก็บเกี่ยว ให้รีบเก็บเกี่ยว ไม่ควรทิ้งข้าวโพดคาแปลง หากต้องการเก็บฝักใว้ในยุ้ง ควรคัดฝักที่มีเชื้อราออกไป

ภาพที่ 1 ข้าวโพดในพื้นที่ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อ 7 ต.ค.59


ภาพที่ 2 ที่ ต.เขาชายธง อ.ตากฟ้า เมื่อ 30 กันยายน 52 และ ต.สุขสำราญ อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ เมื่อ กันยายน 60





ภาพที่ 3 ลักษณะคอนิเดียของเชื้อสาเหตุ B. theobromae



ภาพที่ 4 เมล็ดและฝักเน่าที่เกิดจากเชื้อรา Macrophomina phaseolina


สำหรับเชื้อรา M. phaseolina ซึ่งเป็นเชื้อสาเหตุของโรคต้นเน่ามาโครโฟมิน่า (charcoal stalk rot) เข้าทำลายเมล็ดและฝักได้เช่นกัน โดยเฉพาะต้นข้าวโพดที่หักล้มแล้วฝักสัมผัสกับพื้นดิน ทำให้เชื้อเข้าทำลายได้ง่าย 
อาการ  ที่เมล็ดมีสีดำคล้ายๆกับโรคเมล็ดและฝักเน่าที่เกิดจากเชื้อรา B. theobromae แตกต่างกันที่ ถ้าเกิดจากเชื้อรา M. phaseolina #ที่เมล็ดจะเห็นเป็นจุดสีดำขนาดเล็กกระจายอยู่บนเมล็ด ซึ่งเป็นเม็ดสเคลอโรเทียมของเชื้อรา M. phaseolina นั่นเอง


โรคเมล็ดและฝักเน่าในข้าวโพด :เพนิซิลเลียม

โรคเมล็ดและฝักเน่าในข้าวโพดที่เกิดจากเชื้อราเพนิซิลเลียม (Penicillium kernel and ear rot)

ช่วงเก็บเกี่ยวอาจพบข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีเมล็ดและฝักเน่า เกิดได้จากเชื้อราหลายชนิด
เชื้อราเพนิซิลเลียม  (Penicillium sp.) เป็นหนึ่งในเชื้อราที่สามารถทำลายเมล็ดและฝักข้าวโพด  (Penicillium ear rot) โดยเข้าทำลายตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว

+เชื้อราเพนิซิลเลียมหลายสปีชีส์ที่ทำลายเมล็ดข้าวโพดและสร้างสารพิษโอคลาทอกซิน (ochratoxin) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

+ลักษณะสำคัญของโรคฝักเน่าข้าวโพด ที่เกิดจากการทำลายของเชื้อราเพนิซิลเลียม ที่แตกต่างจากโรคเมล็ดเน่าและฝักเน่าที่เกิดจากการทำลายเชื้อชนิดอื่นๆ คือ #มีส่วนของเชื้อราที่มีสีเขียวอมฟ้าอยู่ตามซอกระหว่างเมล็ดและบนแกนฝัก #เมล็ดมักจะมีสีขาวซีดและมีรอยขีดสีขาว

+พบในสภาพที่มีความชื้นสูง ฝนตกติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือในพันธุ์ที่เปลือกหุ้มฝักไม่มิด หรือไม่แน่น

++ภาพประกอบ : Penicillium ear rot ที่ อ.ตากฟ้า แปลงนี้ปลูก 28 มีนาคม 59 เริ่มมีฝนตกติดต่อกันตอนข้าวโพดอายุ 82 วัน จนถึงเก็บเกี่ยว (จำนวนวันฝนตก 28 วัน) อุณหภูมิสูงสุดฉลี่ย ช่วงวันปลูก-เก็บเกี่ยว เท่ากับ 37.1 C 








ภาพจากการสำรวจในปี 2560





เนื้อหา